Home arrow News arrow “แร่ใยหิน” มหันตภัยเงียบ โจทย์หนักของสมัชชาสุขภาพฯ
“แร่ใยหิน” มหันตภัยเงียบ โจทย์หนักของสมัชชาสุขภาพฯ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 02 พฤศจิกายน 2010
  ไดร์เป่าผม เครื่องอบไอน้ำ เครื่องปิ้งขนมปัง โน๊ตบุค หรือแม้แต่แป้งฝุ่น ที่มี “แร่ใยหิน” เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ ถือเป็นภัยใกล้ตัว ที่ซ้อนตัวอย่างเงียบๆ แอบอยู่ร่วมในชีวิตประจำวันมาอย่างยาวนาน โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บมากมาย และที่สำคัญกว่าจะรู้ตัวก็อาจสายเสียแล้ว

   ทว่า ความจริงที่หลายคนยังไม่รู้ คือ ประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนเลิกใช้แร่ใยหินและห้ามไม่ให้มีการนำเข้าแล้ว แต่ด้วยสังคมไทยที่ความเจริญทางอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ค้าและผลิตวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง ฯลฯและอีกหลายธุรกิจ เลือกใช้แร่ใยหินมาเป็นส่วนประกอบในการผลิต เนื่องจากคุณสมบัติมหัศจรรย์ของใยหินที่มีความคงทน และสามารถกันความร้อนได้ดี ได้กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์หลากหลาย
       
       โดย ผศ.พญ.พิชญา พรรคทองสุข ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อธิบายว่า ประเทศไทยเป็นสังคมที่เริ่มมีการใช้วัสดุจากแร่ใยหิน มานานกว่า 30 ปี โดยการนำเข้าจากต่างประเทศ อย่าง รัสเซีย แคนาดา เฉลี่ยปีละ150,000 ตัน แต่เมื่อความรู้ก้าวไกล หลายประเทศเริ่มมีการศึกษาพบว่า แร่ใยหิน เป็นสารก่อมะเร็ง ทำลายปอด นานาประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง เยอรมนี อังกฤษ จึงเลิกใช้แร่ใยหินและห้ามไม่ให้มีการนำเข้าด้วย แม้แต่ในประเทศที่มีเป็นแหล่งผลิตเองอย่างแคนาดา ก็ยังไม่มีการใช้แร่ใยหินในประเทศของตน

       “การบริโภคแร่ใยหินของคนไทยนั้น ติดอันดับ 2 ของโลก รองจากรัสเซีย ในอัตราการบริโภคประมาณ 3 กก./คน/ปี ซึ่งหากคนไทยยังใช้แร่ใยหินต่อไป ภาควิชาการประมาณการว่าจะมีผู้ป่วยเป็นโรคต่าง ทั้งปอดอักเสบ มะเร็งเยื่อบุปอด ฯลฯ อันมีเกิดจากการสัมผัสแร่ใยหิน ปีละประมาณ 1,300 คน ดังนั้น หากเป็นไปได้ เครือข่ายสมัชชาสุขภาพฯมีข้อเสนอเร่งด่วนให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายคณะกรรมการวัตถุอันตราย ปรับสถานะแร่ใยหินจากวัตถุอันตรายประเภท 3 (ต้องขออนุญาตนำเข้า ครอบครอง และผลิต) ให้เป็นวัตถุอันตรายประเภท 4 ซึ่งหมายถึงการห้ามนำเข้า ห้ามครอบครอง และห้ามผลิต” ผศ.พญ.พิชญา ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม
       
       น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวถึงเรื่องมาตรการในการรณรงค์ให้สังคมไทยไร้แร่ใยหินว่า มีผลงานวิชาการยืนยันชัดเจนว่า อันตรายจากแร่ใยหินนั้นทำลายสุขภาพของผู้ที่สัมผัสจริงๆ ซึ่งทางมูลนิธิฯเคยได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อต่อต้านการใช้แร่ใยหินมาโดยตลอด เช่น เสนอให้ตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากแร่ใยหิน และเตรียมเสนอให้สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) แก้ไขในเรื่องการติดฉลากเตือนผู้บริโภค ซึ่งแต่เดิมเพียงเตือนว่า “อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ” ให้แก้ไขเป็น “ผลิตภัณฑ์นี้มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ อาจก่อให้เกิดมะเร็งและโรคปอด” สำหรับเครื่องสำอางนั้น แนะนำว่า ผู้บริโภคเลือกใช้ที่มีเครื่องหมายรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน

       ในอนาคตอันใกล้นี้ ทางมูลนิธิฯ มีแผนในการเตรียมจัดทำบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) 26 จังหวัดนำร่อง เพื่อตรวจสอบว่ามีสินค้าใดได้ติดฉลากเตือนบ้างแล้ว และขอเรียกร้องให้ผู้ประกอบการติดประกาศบนผลิตภัณฑ์ที่มีการยกเลิกใช้แร่ใยหิน เพื่อเป็นการรณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดแร่ใยหินด้วย
       
       “ส่วนที่ตั้งเป้าว่า “สังคมไทยไร้แร่ใยหิน” ภายใน ปี 2555 นั้น ได้มีการเสนอเข้าที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งถือว่าค่อนข้างยากพอสมควร เพราะขณะนี้มีกระแสคัดค้านจากภาคธุรกิจนำเข้าวัสดุที่มีส่วนผสมจากแร่ใยหิน เช่น ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง อย่างกระเบื้อง และปูนซีเมนต์ โดยผู้ประกอบการกังวลการห้ามใช้แร่ใยหินอาจส่งผลให้ ภาคธุรกิจต้องลงทุนสูงในการใช้วัสดุทดแทน ดังนั้นจึงยังมีภาคเอกชนหลายแห่งไม่เห็นด้วย” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคทิ้งท้าย
       
       จารยา บุญมาก...รายงาน

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤศจิกายน 2553 
< Previous   Next >