Home arrow News arrow ชี้ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยเรื้อรัง เสี่ยงเป็นโรคน้ำกัดเท้ากว่าคนปกติ
ชี้ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยเรื้อรัง เสี่ยงเป็นโรคน้ำกัดเท้ากว่าคนปกติ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 26 ตุลาคม 2010
  โรคน้ำกัดเท้าลามประชาชน จากเหตุการณ์น้ำท่วมกว่าครึ่ง ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง รับคำสั่ง สธ.ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ช่วยเหลือประชาชน ชี้ ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยเบาหวาน เสี่ยงป่วยน้ำกัดเท้ากว่าคนปกติ แนะดูแลความสะอาดหลังลุยน้ำโสโครก

   หลังจากการที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีการประชุมศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอุทกภัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข และพบว่า มีผู้เจ็บป่วยทางกายรวม 107,223 ราย ซึ่งจำนวนกว่าครึ่งเป็นโรคน้ำกัดเท้า ปวดเมื่อยตามร่างกายและไข้หวัดนั้น นพ.จิโรจ สินธวานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ สธ.กล่าวว่า ทางสถาบันผิวหนัง ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยโดยการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อดูแล รักษา และกระจายยาที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยแล้ว โดยล่าสุด สธ.ได้สั่งการให้มีการลงพื้นที่ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อ.ชุมพวง และ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยก่อน โดยผลจากการตรวจสุขภาพประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว พบว่า ป่วยเป็นโรคน้ำกัดเท้าทั้งหมด ราว 400 คน โดยร้อยละ 80 เป็นโรคน้ำกัดเท้าระยะแรก คือ มีอาการผื่นคัน ตุ่มแดง และผิวหลังถลอกเล็กน้อย ส่วนที่เหลือนั้นป่วยในระยะที่ 2 คือ มีเชื้อแบคทีเรียน และมีเชื้อราในผิวหนัง พบป่วยร้อยละ 10 ซึ่งแพทย์และเจ้าหน้าที่มีการแจกยาให้แก่ผู้ป่วยแล้ว โดยในผู้ป่วยระยะแรกนั้นจะแนะนำให้ล้างเท้าและเช็ดให้แห้ง ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็ให้เยาทาประเภทสเตียรอยด์อ่อนๆ สำหรับผู้ป่วยระยะ ที่ 2 นั้น ต้องให้ยาฆ่าเชื้อรา
       
       “ส่วนมากประชาชนมักป่วยเป็นโรคน้ำกัดเท้าระยะแรก และตื่นตระหนกไปกับอาการ พอเห็นผื่นคันก็จะเข้าใจว่ามีแผลที่ติดเชื้อรา ก็จะใช้ยาฆ๋าเชื้อราทันที ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนั้นเป็นการเข้าใจผิด ผลที่เกิดขึ้น คือ หลักจากใช้ยาเชื้อราบางชนิดจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและแสบมากขึ้น อาการจะหนักกว่าเดิม ดังนั้น การมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำก็จะช่วยให้ประชาชนรับทราบข้อมูลส่วนนี้เพิ่มเติม” นพ.จิโรจ กล่าว
       
       ผอ.สถาบันผิวหนัง กล่าวด้วยว่า โรคน้ำกัดเท้าไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่น้ำเริ่มท่วม แต่มักจะเกิดเมื่อสถานการณ์ผ่านไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากบางครั้งสภาพแวดล้อมที่ชื้นแฉะ ปนกับสารตกค้างจากโรงงาน จากซากสัตว์และสิ่งสกปรกต่างๆ ก็ล้วนเป็นปัจจัยในการเกิดโรคดังกล่าวทั้งสิ้น ดังนั้น เพื่อการเฝ้าระวังและติดตามช่วยเหลือผู้ป่วยโรคผิวหนัง หน่วยแพทย์เคลื่อนที่จะมีการประสานกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในท้องถิ่นลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนเป็นลำดับขั้นตามที่ส่วนท้องถิ่นได้แจ้งมายังกระทรวง ดังนั้น หากพื้นที่ใดน้ำเริ่มลดและมี
       การรายงานจากส่วนท้องถิ่นว่าพบผผู้ป่วยโรคผิวหนัง ทาง สธ.ก็จะสั่งการมายังสถาบันโรคผิวหนัง เพื่อดำเนินการ โดยจะทยอยลงพื้นที่แต่ละจังหวัดตามความต้องการของท้องถิ่น
       
       นพ.จิโรจ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคน้ำกัดเท้าจากเหตุการณ์น้ำท่วมนั้น มี 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีนิ้วมือ นิ้วเท้าที่เบียดกัน ง่ายต่อการเสียดสี และโรคน้ำกัดเท้าก็จะเกิดในบริเวณง่ามมือ ง่ามเท้า ดังนั้น การมีนิ้วที่เบียดกันและเสียดสีกันบ่อยก็จะเกิดโรคนี้ได้ง่ายขึ้น กลุ่มที่ 2 เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังจำพวกเบาหวาน กลุ่มนี้หากป่วยแล้วแผลจะลามง่ายกว่า บริเวณผิวหนังจะเป็นขุย เปื่อย เนื่องจากมีภูมิต้านทานต่ำกว่าคนปกติ ดังนั้น เพื่อป้องกันโรคแนะนำการดูแลตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการแช่เท้าในน้ำนานๆ หากจำเป็นต้องลุยน้ำให้สวมรองเท้าบูตกันน้ำ ป้องกันของมีคมในน้ำทิ่ม ตำ เท้า รีบทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำสะอาด ฟอกสบู่ เช็ดเท้าให้แห้งเมื่อเสร็จธุระนอกบ้าน หากมีบาดแผลตามผิวหนังไม่ควรสัมผัสน้ำสกปรก เมื่อมีแผล ผื่น ที่ผิวหนังให้พบแพทย์ ทายา หรือรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 ตุลาคม 2553 

< Previous   Next >