Home arrow News arrow เผยชีวิตโลดโผน นักวิจัยรุ่นปู่
เผยชีวิตโลดโผน นักวิจัยรุ่นปู่ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 20 ตุลาคม 2010

 

 

 นักวิจัยรุ่นปู่เผยประสบการณ์โลดโผนในชีวิตนักวิจัย แนะถ้าไม่อยากให้ชีวิตเป็นเส้นตรงให้เป็นนักวิจัยที่ชีวิตพรุ่งนี้ไม่เคยซ้ำกับวันนี้ แม้ทำวิจัยออกมาไม่ได้ “ผล” แต่ก็นับว่าเป็นผลที่วันพรุ่งนี้เราจะไม่ทำซ้ำเหมือนเดิม ส่วนรุ่นเยาว์มองอาชีพนักวิจัยเป็นตัวเลือกหนึ่งที่มีความสำคัญ แต่มีอาชีพอื่นในดวงใจแล้ว

   เป็นโอกาสของการพบกันระหว่างคน 2 วัยภายในค่ายวิทยาศาสตร์ “ถนนนักวิจัยรุ่นเยาว์ สำหรับนักเรียนทุนมูลนิธิ พสวท.” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 ต.ค.53 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่ง ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานมูลนิธิ พสวท. ศ.ดร.มรกต ตันติเจริญ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ ศ.ดร.ยอดหทัย เทพธรานนท์ นักวิจัยอาวุโสศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้พร้อมใจกันมาจุดประกายการเป็นนักวิจัยให้แก่นักเรียนทุนมูลนิธิ พสวท.กว่า 50 ชีวิตที่เข้าร่วมในค่ายดังกล่าว
       
       ศ.ดร.ยอดหทัยกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดของนักวิจัยคือ ทุกวันจะไม่เหมือนเดิม เช่นการทำปฏิกิริยาเคมีบางอย่าง พรุ่งนี้อาจโชคดีได้ผลออกมา แต่วันมะรืนอาจจะไม่ได้ผล แต่การทำวิจัยแล้วไม่ได้ผลออกมานั่นคือ “ผล” เพราะวันพรุ่งนี้เราจะไม่ทำเหมือนเดิม พร้อมทั้งยกตัวอย่างเพื่อนที่เป็นทันตแพทย์ว่า ตอนอายุประมาณ 50 ปีกว่าเขาเบื่อกับอาชีพหมอฟันมาก เพราะต้องเจอกับสภาพฟันเน่าๆ ของคนไข้ทุกวัน ดังนั้น ถ้าหากเราไม่ต้องการใช้ชีวิตเป็นเส้นตรงก็มาเป็นนักวิจัย
       
       ด้าน ศ.ดร.ยงยุทธกล่าวว่า ในวัยเด็กนั้น เขาพร้อมด้วย ศ.ดร.ยอดหทัย และ ดร.มรกตนั้นจะเลือกเรียนอะไรก็ได้ เพราะโชคดีที่พ่อ-แม่ให้สมองมาดี แต่ก็มานั่งคิดวิเคราะห์ว่าอยากทำอะไรจริงๆ โดยชั่งใจระหว่างวิศวกรและแพทย์ แล้วได้ตัดตัวเลือกวิศวะทิ้งเพราะส่วนตัวแล้วชอบเรียนชีววิทยาและไม่อยากทิ้ง และไม่เลือกเป็นแพทย์เพราะไม่ชอบดูแลคนไข้ แต่โชคดีที่มีทุนด้านเคมี จึงตัดสินใจเรียนต่อและเมื่อต้องทำวิจัยก็ไม่ทิ้งชีววิทยาที่ตัวเองรัก จึงเลือกวิจัยเกี่ยวกับสารเคมีในสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นศาสตร์ด้านชีวเคมีที่ฮือฮาในเวลาต่อมา
       
       พร้อมกันนี้ ศ.ดร.ยงยุทธซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยนั้น กล่าวว่านักวิทยาศาสตร์ต้องมี 7 ชีวิต ซึ่งการวิจัยในห้องปฏิบัติการนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถือเป็นแค่ 1 ชีวิตเท่านั้น พร้อมทั้งเล่าชีวิตด้านอื่นๆ อันโลดโพนของตัวเองที่เป็น “คนธรรมดา” ซึ่งเป็นอีก 1 ชีวิตว่า ได้ช่วยผลักดันให้รัฐบาลได้เห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ในระดับนโยบายจนนำไปสู่การตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในที่สุด ซึ่งจุดนี้เขามองว่าในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นคนในวงการเองควรมีส่วนสำคัญตรงนี้
       
       ส่วน ศ.ดร.มรกตกล่าวถึงผลงานที่ประทับใจซึ่งถือเป็น 1 ในผลงาน “ชิ้นเอก” คือการผลิตก๊าซชีวภาพจากการหมักจุลินทรีย์ในถังใส่แชมพู ผลงานที่ได้ทำเมื่อครั้งกลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใหม่ๆ โดยครั้งนี้ได้หมักก๊าซทิ้งไว้และในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ได้ทิ้งไว้ ปรากฏว่าในเช้าวันทำงานถังหมักก๊าซดังกล่าวระเบิดจนทห้องปฏิบัติการเลอะเทอะและทิ้งคราบบนเพดานมาจนถึงทุกวันนี้ ในขณะที่สร้างความไม่พอใจให้แก่นักการภารโรง แต่นักวิจัยอาวุโสผู้นี้อดภูมิใจในผลสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้
       
       สำหรับสิ่งที่ ศ.ดร.มรกตอยากฝากถึงเยาวชนที่จะก้าวขึ้นเป็นนักวิจัยต่อไปคือ อยากให้เป็นนักวิจัยที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและสังคม ทำให้คุรภาพชีวิตของคนดีขึ้น ชอบที่จะสู้กับปัญหาและไม่หมดความพยายามเมื่อไม่ได้ผลวิจัยอย่างที่ต้องการ อยากให้เรียนรู้เพิ่มขึ้นเมื่อไม่ได้ผลที่ต้องการ แล้วจะรู้สึกดีเมื่อได้ผลออกมา
       
       ด้าน ศ.ดร.ยงยุทธกล่าวว่า เมืองไทยกำลังเป็นจริงๆ จากการผลิตของตามสั่งของต่างชาติ ทั้งการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตอาหาร เป็นการผลิตด้วยตัวเอง เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ต่างๆ นั้นต้องทำขึ้นด้วยความสามารถของคนไทยเอง ซึ่งจำเป็นต้องมีคนรุ่นใหม่ที่จะมาทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วยตัวเอง ต้องปรับเลปี่ยนการสั่งซื้อของจากต่างประเทศ เมื่อทำเช่นนี้ได้เมืองไทยจะมีอนาคต
       
       ส่วน ศ.ดร.ยอดหทัยอยากจะฝากไปถึงรัฐบาลว่า อยากเห็นการสนับสนุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากกว่านี้ไม่ใช่สนับสนุนแต่ปาก และรู้สึกเบื่อมากที่รัฐบาลหรือรัฐมนตรีให้สัญญาว่าจะสนับสนุน ว่าไม่กี่รับบาลหรือรัฐมนตรีก็ล้วนให้แต่คำพูด พร้อมยกกรณี “มหาวิทยาลัยวิจัย” ที่เคยจะให้การสนับสนุน สุดท้ายก็ล้มเหลว และบอกว่าเดิมเคยอ้อนวอนขอให้ช่วย แต่จากนี้จะชี้ให้เห็นว่าเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองประเทศที่ต้องสนับสนุน
       
       หันมาดูมุมมองของเยาวชนนักเรียนมูลนิธิ พสวท.หรือโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกันบ้าง นายสัณฐิติ ภูติสนันตน์ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช ซึ่งรับทุนมาตั้งแต่ ม.1 กล่าวว่าอาชีพนักวิจัยเป็นอาชีพที่สำคัญซึ่งช่วยคิดอะไรออกมาให้เราได้ใช้ แต่เขามองว่าเป็นเพียงเป้าหมายส่วนหนึ่งเท่านั้น และตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนสัมภาษณ์เพื่อเรียนต่อด้านวิศวกรรม
       
       คล้ายกับความคิดของ น.ส.ธานินทร์ กำไร นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ น.ส.สุวิชชา บุญฤทธิ์ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนจุฬาภรณวิทยาลัย นครศรีธรรมราช 2 นักเรียนทุน พสวท. ซึ่งมองว่าอาชีพหนึ่งในตัวเลือก แต่ยังไม่ใช่ตัวเลือกอันดับหนึ่ง เนื่องจากทั้งสองคนมีคณะทีหมายปองไว้ในใจแล้ว โดยธานินทร์มองคณะเภสัชศาสตร์เป็นตัวเลือก ส่วนสุวิชชาอยากเรียนแพทย์เพราะเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีหน้ามีตาในสังคม
       
       ทั้งนี้ สุวิชชาให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า การเป็นนักวิจัยนั้นต้องเก่งและเธอเองก็อยากเป็นนักวิจัยเช่นกัน แต่น้อยคนที่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งคนที่เรียนวิทยาศาสตร์อาจได้เงินเดือนสูงๆ เริ่มต้นเงินเดือน 80,000 บาท แต่น้อยคนที่จะได้รับตรงนั้น.

ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 ตุลาคม 2553 

< Previous   Next >