Home
ค้างคาวไทยน่ากลัวจริงหรือ ? Print E-mail
User Rating: / 3
PoorBest 
Post by ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี & ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา   
อังคาร, 19 ธันวาคม 2006
ค้างคาวไทยน่ากลัวจริงหรือ ?  PDF Download

ดร.สุภาภรณ์  วัชรพฤษาดี   ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

    ค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีจำนวนถึง 980 ชนิด ในจำนวน 4800 ชนิดในโลก และพบได้ทั่วโลก ค้างคาวมีคุณอนันต์ในการกำจัดแมลง เพื่อคงความสมดุลตามธรรมชาติและช่วยแพร่พันธุ์ของพืชให้ดำรงอยู่ รวมทั้งขี้ค้างคาวยังเป็นปุ๋ยธรรมชาติ ในประเทศไทยพบค้าวคาวถึง 120 ชนิด ในจำนวนนี้ 20 ชนิด เป็นค้างคาวกินผลไม้และที่เหลือเป็นค้างคาวกินแมลง
    ถึงกระนั้นก็ตาม ค้างคาวมีคุณสมบัติพร้อมมูลในการเป็นแหล่งรังโรค โดยเฉพาะไวรัส โดยที่ตัวมันสามารถนำโรคติดต่อไปยังคนและสัตว์ได้โดยตรง หรือผ่านไวรัสไปยังสัตว์ตัวกลาง เพื่อเป็นแหล่งเพาะโรค ก่อนที่จะแพร่ไปยังคนและสัตว์อื่นต่อ การที่ค้างคาวมีลักษณะเด่นดังกล่าวเนื่องจากค้างคาวเมื่อมีการติดเชื้ออาจไม่มีอาการใดๆ หรือมีอาการแต่ก็เพียงน้อยมาก แม้ว่าจะมีไวรัสบางชนิดทำให้ค้างคาวป่วยหนักจนตาย แต่ก็จะมีจำนวนไม่น้อยที่หายเอง และยังคงแพร่เชื้อต่อไปได้
    จากอุบัติการณ์ของการระบาดของไวรัสหลายชนิดที่มีค้างคาวเป็นต้นเหตุอันได้แก่ ไวรัสพิษสุนัขบ้าและไวรัสอื่นๆในตระกูลลิสสา (Lyssa ) เดียวกัน ไวรัสอีไบล่า ( Ebola ) ไวรัสเฮ็นดรา (Hendra ) และนิปาห์ ( Nipah ) และไวรัสซาร์ ( SARS ) โดยที่ค้าวคาวเป็นตัวนำโรคพิษสุนัขบ้าสู่คนที่สำคัญอันดับ 1 ในสหรัฐและอันดับ 2 (รองจากสุนัข) ในประเทศทางอเมริกาใต้ โดยในอเมริกาเองเริ่มมีรายงานผู้เสียชีวิตจากค้างคาวตั้งแต่มี พ.ศ.2497 และค้างคาวยังแพร่ไวรัสพิษสุนัขบ้าไปยังสัตว์อื่นๆ ได้แก่ แรคคูน สกั้งค์ และสัตว์ป่าอื่นๆ รวมทั้งในวัว ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจในประเทศอเมริกาใต้จากค้างคาวดูดเลือด ในยุโรปและอังกฤษ ค้างคาวเป็นตัวนำไวรัสลิสสา ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสพิษสุนัขบ้า
    จากการศึกษาการระบาดของไวรัสอีโบล่าในคนที่แอฟริกา ระหว่างปีพ.ศ.2544 ถึง 2548 พบว่าค้างคาวเป็นตัวแหล่งรังโรคที่สำคัญ แม้กระทั่งโรคซาร์สซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่และทำให้มีผู้เสียชีวิตในหลายประเทศ มีรายงานชัดเจนจากประเทศจีนเมื่อปลายปี 2548 พิสูจน์ว่าค้างคาวกินแมลงเป็นรังโรคสำคัญ ไม่ใช่ชะมด การระบาดของไวรัสเฮ็นดรา ( Hendra ) ทำให้คนและม้าตายในออสเตรเลียตั้งแต่ปี พ.ศ.2537  สองครั้งและพบอีกครั้งในปี พ.ศ.2547 ไวรัสนิปาห์ ( Nipah ) ซึ่งแท้จริงเป็นพี่น้องกับ เฮ็นดราทำให้คนตายไป 105 ราย จากที่ป่วย 265 ราย ที่มาเลเซีย โดยค้างคาวแพร่เชื้อไปยังสุกรก่อน นอกจากนั้นมีการระบาดติดๆกันในบังคลาเทศถึง 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ถึง 2548 และในประเทศอินเดีย ในปี 2544 ซึ่งการระบาดในระยะหลังมีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้นเรื่อยๆถึงมากกว่า 75% และเป็นการระบาดโดยตรงจากค้างคาวสู่คน โดยไม่ผ่านสุกรและยังมีการติดต่อโดยตรงระหว่างคนสู่คนด้วยกัน
    การศึกษาชนิดของค้างคาวที่แพร่ไวรัสเหล่านี้ ทำให้ได้ข้อสรุปหลายประการ กล่าวคือ จะมีค้างคาวบางชนิดเท่านั้นที่สามารถเป็นแหล่งรังโรคหรือตัวนำโรค ยกตัวอย่างเช่น ค้างคาวกินแมลงในอเมริกาจะเป็นรังโรคและตัวนำโรคพิษสุนัขบ้าและแม้ว่าค้างคาวไม่ต่ำกว่า 6 ชนิดที่พบมีการติดเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าแต่มีเพียง 2 ชนิด (Silver haired bat และ Eastern Pipistrelle) ที่ทำให้เกิดโรคในคนมากที่สุด และไวรัสจากค้างคาว Silver haired bat นี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่จะทำให้ติดเชื้อได้ง่ายแม้จากแผลรอยถลอกเท่านั้น ไวรัสซาร์สอยู่ในตระกูลไวรัสโคโรน่า (Coronavirus) โดยที่แม้จะมีค้างคาวกินแมลงหลายชนิดที่ติดเชื้อไวรัสตระกูลนี้ แต่มีเพียงค้างคาว horseshoe bat ที่เป็นแหล่งรังโรคสำคัญเท่านั้น ไวรัสเฮ็นดราและนิปาห์มีค้างคาวแม่ไก่เป็นแหล่งรังโรคสำคัญ
    จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสที่นำโดยค้างคาวที่พบรายล้อมประเทศไทยทำให้คณะศึกษาจากศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (ศ.นพ.ธีระวัฒน์  เหมะจุฑา ดร.สุภาภรณ์  วัชรพฤษาดี)  ผู้เชี่ยวชาญจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช(คุณ กัลยาณี  บุญเกิด และคุณไสว  วังหงษา) และ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย (น.สพ. บุญเลิศ  ล้ำเลิศเดชา) ได้ทำการศึกษาค้างคาวไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบันโดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
    การศึกษาประกอบด้วย การตรวจหาภูมิคุ้มกันแอนติบอดีย์ต่อเชื้อไวรัสนิปาห์ จากเลือด และการตรวจหาสารพันธุกรรม RNA ของเชื้อไวรัสจากตัวอย่างน้ำลายและเยี่ยวค้างคาวในระหว่าง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2545 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 จากค้างคาว 12 ชนิดเป็นจำนวน 1,304 ตัว ใน 9 จังหวัดได้แก่ สิงห์บุรี อยุธยา กรุงเทพฯ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ราชบุรี และสุราษฎร์ธานี 
    จากตัวอย่างเลือดค้างคาวจำนวน 1,054 ตัวอย่าง พบผลบวก แอนติบอดีย์ต่อเชื้อไวรัสนิปาห์ 82 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 7.8% จำแนกเป็นตัวอย่างจาก ค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง (Pteropus lylei) จำนวน 72 ตัวอย่าง ค้างคาวแม่ไก่เกาะ (P.hypomelanus) จำนวน 4 ตัวอย่าง และ จำนวนละ 1 ตัวอย่างจาก ค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน (P.vampyrus) และ ค้างคาวหน้ายักษ์สามหลืบ (Hipposideros larvatus)
    การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในการตรวจหาสารพันธุกรรมจากตัวอย่างน้ำลายและเยี่ยวค้างคาว โดยใช้หลักการของ Duplex RT-PCR ที่มีความไวในการตรวจสูงทำให้มีประโยชน์ในการศึกษาการติดเชื้อ โดยไม่จำเป็นต้องเพาะแยกเชื้อก่อนการตรวจ ซึ่งการเพาะเชื้อไม่สามารถทำได้ในประเทศไทยเพราะต้องกระทำภายใต้ห้องความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 4 วิธีที่พัฒนาขึ้นนี้ยังเป็นวิธีการตรวจที่มีความแม่นยำสูง สามารถแยกแยะผลลบปลอมที่อาจเกิดขึ้น ที่สามารถตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสได้ไปพร้อมๆกับสารควบคุมโดยที่ความไวในการตรวจไม่ลดลง และไม่จำกัดชนิดของตัวอย่างส่งตรวจ
    จากตัวอย่างน้ำลายและเยี่ยวค้างคาว จำนวนชนิดตัวอย่างละ142 กลุ่มตัวอย่าง พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสนิปาห์ RNA ใน 2 กลุ่มตัวอย่างน้ำลาย และ 6 กลุ่มตัวอย่างเยี่ยว  การถอดรหัสพันธุกรรมความยาว 181 นิวคลีโอไทด์ จากกลุ่มตัวอย่างน้ำลายของค้างคาวหน้ายักษ์สามหลืบ พบว่ามีความเหมือนกับสายพันธุ์ของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคระบาดในประเทศมาเลเซีย รหัสพันธุกรรมจากกลุ่มตัวอย่างที่เหลือได้แก่ น้ำลายและเยี่ยวของค้างคาวแม่ไก่ภาคกลางมีความเหมือนกับสายพันธุ์ของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคระบาดในประเทศบังคลาเทศ
    การสำรวจจากค้างคาว 9 จังหวัด พบว่าจังหวัดที่พบผลบวกแอนติบอดีย์และสารพันธุกรรมได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี และฉะเชิงเทรา จังหวัดที่พบเฉพาะผลบวกแอนติบอดีย์ได้แก่ อยุธยา ปราจีนบุรี และสุราษฎร์ธานี และมี 3 จังหวัดที่ไม่พบผลบวกใดๆเลยได้แก่ สิงห์บุรี ราชบุรี และระยอง ที่ไม่พบหลักฐานการติดเชื้อ จากข้อมูลการพบภูมิคุ้มกันแอนติบอดีย์ต่อเชื้อไวรัสจากเลือด และ การพบสารพันธุกรรมชนิดเดียวกับไวรัสนิปาห์ จึงอาจกล่าวได้ว่าค้างคาวในประเทศไทยเป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติของไวรัสนิปาห์ และอาจมีความเสี่ยงต่อการแพร่ไปยังสัตว์และคนซึ่งต้องการการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดต่อไป
    นอกจากนี้ยังตรวจพบสารพันธุกรรม RNA ของไวรัสนิปาห์จากตัวอย่างเลือดค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง ซึ่งมักจะมีผู้นิยมล่ามาเป็นอาหาร หรือดื่มเลือดสดๆ ฉะนั้นผู้ที่มีความเชื่อว่าการดื่มเลือดค้างคาวเป็นยาบำรุงทางเพศ หรือนิยมบริโภคแบบสุกๆดิบๆที่นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ที่ก่อให้เกิดโรคสมองอักเสบ
    ประเทศไทยมีการเฝ้าระวังการติดเชื้อไวรัสนิปาห์จากสุกรอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. 2541ถึง ปัจจุบัน โดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ (นำโดย สพ.ญ.ดร.สุดารัตน์  ดำรงวัฒนโภคิน) ยังไม่พบมีการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในสุกร ส่วนในคนยังไม่พบการติดเชื้อนั่นอาจเป็นเพราะยังไม่มีการแพร่โรคจากค้างคาวสู่สุกรหรือคน  หรืออาจจะยังไม่มีการชัณสูตรโรคอย่างจริงจังในคน
    ในส่วนของไวรัสพิษสุนัขบ้าและไวรัสอื่นๆในตระกูลลิสสา จากตัวอย่างเลือดค้างคาว 396 ตัวอย่าง ไม่พบการติดเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้า แต่ 29 ตัวอย่าง (7.3%) พบการติดเชื้อไวรัสลิสสา  ตัวใหม่ที่ไม่ใช่ Aravan, Khujand, Irkut virus หรือ Australian bat lyssavirus  โดยมาจากค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง      (P. lylei ) และ ค้างคาวเล็บกุด (Eonycteris spelaea)  ได้จากพื้นที่จังหวัดชลบุรี สิงห์บุรี  อยุธยา และฉะเชิงเทรา 
    จากความรู้ที่ได้เกี่ยวกับชนิดของค้างคาว ความชุกในแต่ละพื้นที่ที่มีค้างคาวติดเชื้อรวมทั้งช่วงเวลาที่ค้างคาวจะแพร่เชื้อ รวมทั้งที่มีการแพร่ในหมู่ค้างคาว ฝูงเดียวกันจะทำให้มีมาตรการเตรียมความพร้อมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
    ถึงแม้จะพบว่าค้างคาวไทยมีการติดเชื้อไวรัสไม่ต่ำกว่า 2 ชนิดก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าค้างคาวยังมีคุณประโยชน์มหาศาล การแยกพื้นที่ที่ชัดเจนไม่ให้มีการปะปนของค้างคาวติดเชื้อมายังคนและสัตว์ ความระมัดระวังและตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดจากค้างคาวทั้งที่ป่วยหรือแม้จะดูไม่ป่วยก็ตามแต่แพร่เชื้อได้ และการป้องกันมิให้บุกรุกล้ำเข้าไปในถิ่นธรรมชาติของค้างคาวเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการครอบครองพื้นที่ รวมทั้งการนิยมบริโภคสัตว์ป่า ซึ่งจะเกิดโรคได้ตั้งแต่การลอกหนัง ชำแหละ และการกินดิบๆสุกๆ จะเป็นเครื่องป้องกันให้ค้างคาวไทยยังคงเป็นสัตว์สงวนที่มีคุณค่าต่อไป โดยที่ไม่มีผลกระทบนำโรคร้ายมาสู่คน



Last Updated ( อังคาร, 19 ธันวาคม 2006 )
< Previous   Next >