Home arrow News arrow หมีขาวเซ็ง! นักวิทย์สมองไหล ได้ "โนเบล" ด้วยสัญชาติอื่น
หมีขาวเซ็ง! นักวิทย์สมองไหล ได้ "โนเบล" ด้วยสัญชาติอื่น Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 12 ตุลาคม 2010

อังเดร ไกม์ นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล 2010 ชาวรัสเซียผู้ถือสัญชาติเนเธอร์แลนด์ แต่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักร (เอเอฟพี)

 

ไม่น่าเชื่อ! ประเทศที่เคยเป็นมหาอำนาจและผู้นำทางวิทยาศาสตร์ของโลกอย่าง "รัสเซีย" ที่เป็นคู่แข่งอันดับ 1 ของสหรัฐฯ ในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ กลับต้องเผชิญกับปัญหา "สมองไหล" ออกนอกประเทศ และยิ่งเห็นเด่นชัดมากขึ้น เมื่อสองนักฟิสิกส์จากรัสเซียไปคว้ารางวัล "โนเบล" ในนามนักวิจัยของอังกฤษ

    "เราจำเป็นต้องพยายามให้มากขึ้น เพื่อว่าคนของเราที่มีความรู้ความสามารถจะไม่หนีไปอยู่ต่างประเทศ" ดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) ประธานาธีบดีรัสเซีย เผยออกมาอย่างผิดหวัง ภายหลังรู้ผลรางวัลโนเบลฟิสิกส์ในปีนี้ที่ตกเป็นของ อังเดร ไกม์ (Andre Geim) และ คอนสแตนติน โนโวเซลอฟ (Konstantin Novoselov) คู่หูศิษย์อาจารย์นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (University of Manchester) สหราชอาณาจักร ผู้มีเชื้อสายเดิมเป็นชาวรัสเซียและสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและฟิสิกส์ มอสโกว์ หรือเอ็มเอฟทีไอ (Moscow Physics and Technology University : MFTI) ด้วยกันทั้งคู่
       
       นายเมดเวเดฟกล่าวต่อไปอีกว่า รัฐบาลรัสเซียประสบกับความล้มเหลวในการสร้างเงื่อนไขที่น่าดึงดูดใจ สำหรับนักวิทยาศาสตร์ให้ทำงานภายในประเทศภายหลังสำเร็จการศึกษา
       
       "เราไม่มีระบบกระตุ้นนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์หรือคนที่มีความรู้ความสามารถของเราเพื่อให้พวกเขาทำงานในประเทศ นั่นถือเป็นความล้มเหลวอย่างใหญ่หลวง" นายเมดเวเดฟ กล่าวผ่านสำนักข่าวเอเอฟฟี พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลพยายามปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของการวิจัยและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
       
       อย่างไรก็ตาม ไกม์ที่ปัจจุบันถือสัญชาติดัชต์ ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อโทรทัศน์เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยกล่าวสรรเสริญการศึกษาของโซเวียตว่า "คุณไม่สามารถได้รับการศึกษาแบบนี้จากในฮาร์วาร์ดหรือในเคมบริดจ์แน่นอน ไม่มีทาง"
       
       ทั้งนี้ หลังจบการศึกษา ไกม์เคยทำงานวิจัยอยู่ที่สถาบันวิจัยฟิสิกส์ของแข็ง (Academy of Sciences' Institute of Solid State Physics) ในเมืองเชอร์โนโกลอฟกา (Chernogolovka) ก่อนออกจากรัสเซียตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 90
       
       ด้าน มิคาอิล ตรูนิน (Mikhail Trunin) คณบดีคณะฟิสิกส์ทั่วไปของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและฟิสิกส์ มอสโกว์ กล่าวต่อเอเอฟพีว่า การที่พวกเขาได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และได้ทำงานวิจัยที่เมืองเชอร์โนโกลอฟกา มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้พวกเขาได้รับรางวัลโนเบล พวกเขาถูกสอนให้คิด ถูกฝึกฝนให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งนี่ถือเป็นความน่าเชื่อถือของระบบการศึกษาของรัสเซีย
       
       ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและฟิสิกส์ มอสโกว์ ก่อตั้งโดยนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลชาวโซเวียต 3 คน คือ เลฟ แลนเดา (Lev Landau), ปิออตร์ คาปิตซา (Pyotr Kapitsa) และนิโคไล เซมิโอนอฟ (Nikolai Semyonov) ผู้พัฒนาระบบการศึกษาที่แปลกใหม่ด้วยรวมการสอนหลักทฤษฎีเข้ากับการศึกษาวิจัยในห้องแล็บ ซึ่งไกม์ วัย 51 ปี และโนโวเซลอฟ วัย 36 ปี กลายเป็นศิษย์คู่แรกของมหาวิทยาลัยนี้ที่ได้รับรางวัลโนเบล และตรูนินเองก็ยอมรับว่าพวกเขาทั้งสองนั้นคือตัวอย่างของชนชั้นมันสมองของรัสเซียในยุคหลังสหภาพโซเวียต
       
       "พวกเขาสามารถไขว่คว้าความสำเร็จนี้ได้ด้วยกันทั้งคู่ แต่มันเป็นเรื่องยากมากสำหรับที่นี่ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่อังเดรอาศัยอยู่ ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์และนักศึกษาจำนวนมากหลั่งไหลออกนอกประเทศ" ตรูนิน เผย ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่หลายร้อยคนที่อาศัยอยู่ในรัสเซียและต่อมาละทิ้งถิ่นฐานเพื่อไปทำงานด้านวิทยาศาสตร์ในต่างแดน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในสาขาประยุกต์ที่ต้องการประสบการณ์อันมีค่า
       
       ด้านคอนสแตนติน อินดูคาเยียฟ (Konstantin Indukayev) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของแอมโฟรา แล็บส์ (Amphora Labs) ในรัสเซีย ร่วมให้ความเห็นว่า ในช่วงเวลาที่ฐานการศึกษาขั้นพื้นของของระบบโซเวียตขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพทั้งที่ทำงานในด้านทฤษฎีและการทดลอง เนื่องจากการขาดเงินทุนสนับสนุน ขาดเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย อีกทั้งยังมีชีวิตความเป็นอยู่การทำงานอย่างลำเค็ญ ที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้พวกเขาไม่ทำงานอยู่ในประเทศ
       
       ขณะที่ประธานาธิบดีเมดเวเดฟ เผยว่าตอนนี้รัสเซียได้เสนอเงินสนับสนุนที่เหมาะสมกับการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ไปแล้ว แต่สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการวิจัยในห้องแล็บส่วนใหญ่นั้นอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมากและล้าสมัยเกือบทั้งหมด เนื่องจากในช่วงระยะหลังไม่ได้มีการพัฒนาสิ่งเหล่านั้นเลย หรือหากมีก็เพียงแค่ในศูนย์วิจัยหลักๆ ของมหาวิทยาลัยในมอสโกว์และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเท่านั้นเอง
       
       อย่างไรก็ดี วิตาลี กินซ์เบิร์ก (Vitaly Ginzburg) นักฟิสิกส์ชาวรัสเซียที่เคยได้รับรางวัลโนเบลในปี 2003 และเสียชีวิตไปเมื่อเดือน พ.ย. 2009 เคยวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการบริหารประเทศและการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ที่ไม่ถูกทางของรัสเซีย
       
       "หากมีนักวิทยาศาสตร์คนใดในรัสเซียนำเสนอแนวคิดสุดเฉียบขึ้นมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของเราจะเอาแนวคิดนั้นยัดใส่โลงศพทันที" คำให้สัมภาษณ์สื่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในรัสเซียของกินซ์เบิร์กเมื่อเดือน เม.ย. 2009 ซึ่งกินซ์เบิร์กถูกม่านเหล็กกักขังไม่ให้ออกไปทำงานในต่างประเทศเลยตลอดช่วงชีวิตของเขา
       
       ทว่าทุกวันนี้ นักฟิสิกส์รุ่นใหม่ของรัสเซียไม่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับเขาอีกแล้ว และห้องแล็บของไกม์ในมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์คือแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและฟิสิกส์ในมอสโกว์ออกจากรัสเซีย โดยขณะนี้เขาสามารถสร้างทีมวิจัยที่แข็งแกร่งได้แล้วเกือบ 90 ทีม

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 ตุลาคม 2553 

< Previous   Next >