Home arrow News arrow "โนเบลเคมี" กระตุ้นญี่ปุ่นให้หนุนวิจัยเพิ่ม เผยเป็นสิ่งเดียวที่สร้างชาติให้รุ่งเรือง
"โนเบลเคมี" กระตุ้นญี่ปุ่นให้หนุนวิจัยเพิ่ม เผยเป็นสิ่งเดียวที่สร้างชาติให้รุ่งเรือง Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อาทิตย์, 10 ตุลาคม 2010
เออิจิ เนกิชิ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในการแถลงข่าวที่มหา่วิทยาลัยเพอร์ดู มลรัฐอินเดียนา สหรัฐฯ ในโอกาสที่เขาได้รับรางวัลโนเบล ประจำปี 2010 สาขาเคมี ร่วมกับเพื่อนนักวิทยาศาสตร์อีก 2 คน คือ อากิระ สึซึกิ และริชาร์ด เฮค (ภาพจาก เอเอฟพี)

"อากิระ สึซึกิ" นักวิทย์โนเบลเคมีจากเกาะฮอกไกโดสุดปลาบปลื้มกับรางวัลที่ไม่คาดฝัน เรียกร้องรัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น ระบุองค์ความรู้เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ชาติญี่ปุ่นก้าวหน้า ด้าน "เออิจิ เนกิชิ" ระบุเหมือนฝันกลายเป็นจริงตั้งแต่จากบ้านเกิดนานครึ่งศตวรรษ ส่วน "ริชาร์ด เฮค" เผยไม่เคยคาดหวังรางวัล เพียงแต่ทำสิ่งที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อวงการเคมี
       
       ทันทีที่ราชบัณฑิตสภาด้านวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน (The Royal Swedish Academy of Sciences) ประกาศผลผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมี ประจำปี 2010 เมื่อช่วงเย็นวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา เสียงโทรศัพท์แจ้งผลการประกาศรางวัลที่ดังขึ้นได้ปลุกให้เออิชิ เนกิชิ (Ei-ichi Negishi) นักวิทยาศาสตร์แดนอาทิตย์อุทัยที่ไปได้ดิบได้ดีในสหรัฐฯ ต้องตื่นขึ้นมารับฟังข่าวดีตั้งแต่เช้าตรู่ของวันเดียวกันในอีกทวีป
       
       "ฉันมีความสุขอย่างยิ่ง" เนกิชิให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในกรุงสต็อคโฮล์ม สวีเดน ผ่านทางโทรศัพท์ ในขณะที่ตัวเขาพำนักอยู่ที่บ้านในมลรัฐอินเดียนา สหรัฐฯ และบอกด้วยว่าผลการตัดสินของคณะกรรมการรางวัลโนเบลปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาประมาณ 05.00 น. ของวันที่ 6 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่นในรัฐอินเดียนา ซึ่งเขาเป็น 1 ใน 3 ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีของปีนี้จากการค้นพบวิธีการนำพาลลาเดียมมาใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้อะตอมของคาร์บอนเชื่อมต่อกันเป็นโครางสร้างที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนายาใหม่และอุตสาหกรรมหลายๆด้านในเวลาต่อมา
       
       เนกิชิวัย 75 ปี เกิดในเมืองฉางชุน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งเป็นเขตปกครองของญี่ปุ่นในสมัยนั้น และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโตเกียว (University of Tokyo) ในปี 1958 จากนั้นได้เข้าทำงานที่บริษัทเทจิน (Teijin) ที่ประกอบอุตสาหกรรมด้านเคมี แต่เขาก็ตระหนักได้ในเวลาอันรวดเร็วว่า หากเขาต้องการทำงานด้านเคมีระดับสูง เขาต้องย้ายไปอยู่สหรัฐฯ ที่ ณ ตอนนั้นมีความโดดเด่นในสาขานี้มาก
       
       ในที่สุดเขาตัดสินใจเดินทางมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียในปี 1960 ด้วยทุนฟูลไบรท์ (Fulbright) จนสำเร็จระดับปริญญาเอกในปี 1963 โดยในระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้นเขาได้มีโอกาสเข้าฟังบรรยายของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลหลายคน และบุคคลเหล่านั้นก็มีอิทธิพลทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในวันนี้
       
       "ผมตระหนักได้แล้วว่า โนเบลไม่ใช่แค่เรื่องเล่า แต่มันคือเรื่องจริง และโดยหลักการแล้วมันสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ รวมทั้งตัวฉันเองด้วย" เนกิชิ กล่าวภายหลังรับทราบข่าวดีที่เขาบอกว่าเหมือนฝันที่กลายเป็นจริง นับตั้งแต่เขาเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังสหรัฐฯ เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว
       
       ด้านอากิระ สึซึกิ (Akira Suzuki) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านเคมีวัย 80 ปี แห่งมหาวิทยาลัยฮอกไกโด (Hokkaido University) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับรางวัลร่วมกับเนกิชิเปิดเผยว่ารางวัลโนเบลเหมือนเป็นของขวัญล้ำค่าแก่นักศึกษาและนักวิจัยทุกคนในทีม
       
       "ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ และที่ฉันได้รับรางวัลนี้ก็ด้วยความช่วยเหลือของลูกศิษย์และผู้ร่วมวิจัยทุกคนในทีม" สึซึกิ เผยในการแถลงข่าวที่มหาวิทยาลัยฮอกไกโด
       
       สึซึกิระบุว่า เขาปลาบปลื้มกับรางวัลที่ไม่คาดฝันมากนี้ ทั้งยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นนำเอารางวัลนี้ไปเป็นเครื่องกระตุ้นเพื่อการพัฒนาและยกระดับวิทยาศาสตร์ของชาติญี่ปุ่นให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
       
       "มันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรอย่างญี่ปุน ในการที่จะพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เนื่องจากญี่ปุ่นสามารถรุ่งเรืองได้ด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว คือการที่ประชาชนในญี่ปุ่นพยายามสร้างองค์ความรู้ขึ้นมา" สึซึกิ เผยและยังบอกอีกว่า เขาต้องการทำงานต่อไปเพื่อการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพมากขึ้น
       
       ขณะที่ริชาร์ด เฮค (Richard Heck) ศ.กิตติคุณวัย 79 ปี แห่งมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ (University of Delaware) เป็นชาวอเมริกันผู้เดียวที่ได้รับรางวัลในสาขานี้ เขายอมรับว่าสิ่งที่เขาค้นพบนั้น ปัจจุบันนี้ก้าวไปไกลมากแล้วจากการที่มีผู้ใช้ประโยชน์มันอย่างกว้างขวางทั้งในห้องทดลองและในอุตสาหกรรม แต่ส่วนมากก็ยังเป็นความลับอยู่เนื่องจากเขาต้องการเก็บมันเอาไว้เป็นสิทธิบัตรของพวกเขา
       
       "ผมดีใจมากๆ ที่ได้รับรางวัลนี้ ฉันไม่ได้คาดหวังมาก่อนเลย มันเป็นสิ่งที่อัศจรรย์ยิ่ง จุดประสงค์ของฉันคือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่องานทางด้านเคมี ฉันไม่ได้เริ่มต้นทำวิจัยด้วยความคาดหวังที่จะได้รับรางวัล แต่ฉันมีความสุขอย่างมากที่งานของฉันมีประโยชน์มากมาย" เฮคให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวของเอเอฟพีที่บ้านพักตากอากาศ ที่เขาเช่าอยู่กับภรรยาในฟิลิปปินส์เป็นเวลา 3 ปี โดยเขาได้เกษียณออกจากมหาวิทยาลัยต้นสังกัดตั้งแต่ปี 1989 และไม่คิดจะกลับไปทำงานในห้องแล็บอีก
       
       ทั้งนี้ เฮคเริ่มทำงานวิจัยขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการจับคู่ระหว่างอะตอมของคาร์บอนโดยใช้เครื่องเร่งปฏิกิริยาหรือสารเคมีช่วยในกระบวนการเมื่อช่วงปี 1960 จากนั้นในช่วงปี 1970 เนกิชิได้ศึกษาต่อและปรับปรุงแก้ไขกระบวนการดังกล่าว กระทั่งสึซึกิได้เข้ามาศึกษาวิจัยต่อยอดจนพบวิธีการที่สามารถทำให้อะตอมของคาร์บอนเชื่อมต่อกันเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนได้ ซึ่งต่อมามีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกในการการศึกษาวิจัยและในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการพัฒนายาตัวใหม่เลียนแบบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่พบในธรรมชาติ

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2553 

< Previous   Next >