Home arrow News arrow 2 ญี่ปุ่น 1 อเมริกันผู้พบวิธีสร้างสารเลียนแบบธรรมชาติคว้าโนเบลเคมี
2 ญี่ปุ่น 1 อเมริกันผู้พบวิธีสร้างสารเลียนแบบธรรมชาติคว้าโนเบลเคมี Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 07 ตุลาคม 2010
(ซ้ายไปขวา) ริชาร์ด เฮค, เออิจิ เนกิชิ และ อากิระ สึซึกิ
รางวัลโนเบลสาขาเคมี ประจำปี 2010 มอบให้ 2 นักเคมีชาวญี่ปุ่นและอีก 1 รายจากสหรัฐฯ ที่ร่วมกันคิดค้นวิธีการสังเคราะห์สารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลซับซ้อนเลียนแบบธรรมชาติได้สำเร็จ ช่วยเปิดทางการพัฒนายารักษามะเร็งใหม่ๆ และพัฒนาวัสดุ โดยไม่ต้องไปเบียดเบียนธรรมชาติ

     ราชบัณฑิตสภาด้านวิทยาศาสตร์แห่งสวีเดน (The Royal Swedish Academy of Sciences) ประกาศผลผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมี ประจำปี 2010 เมื่อเวลา 16.45 น. ของวันที่ 6 ต.ค. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งผู้ได้รับรางวัลในสาขานี้ ได้แก่ ริชาร์ด เฮค (Richard Heck) จากมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ (University of Delaware), เออิจิ เนกิชิ (Ei-ichi Negishi) จากมหาวิทยาลัยเปอร์ดัว (Purdue University) สหรัฐฯ และ อากิระ สึซึกิ (Akira Suzuki) จากมหาวิทยาลัยฮอกไกโด (Hokkaido University) ญี่ปุ่น สำหรับการค้นพบวิธีใหม่ ในการเชื่อมโยงอะตอมของคาร์บอน ให้มีความซับซ้อนราวกับธรรมชาติสร้าง
       
       รายงานข่าวในเอเอฟพีและรอยเตอร์ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 3 คนนี้ได้พัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาพาลลาเดียม (palladium-catalyzed cross coupling) ที่ช่วยการเชื่อมโยงโมเลกุลฐานคาร์บอนให้มีโครงสร้างซับซ้อนเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทำให้นักเคมีมีโอกาสสังเคราะห์โมเลกุลเคมีที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นได้ เช่น โมเลกุลฐานคาร์บอนจำนวนมาก ที่มีความซับซ้อน และมีอยู่ในธรรมชาติ อันเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต
       
       คณะกรรมการระบุว่า วิธีการที่พวกเขาพัฒนาขึ้นนั้น ได้มีการนำไปใช้ประโยชน์แพร่หลายแล้วทั่วโลก ทั้งในอุตสาหกรรมยาและอิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือการสังเคราะห์ดิสคอเดอร์โมไลด์ (discodermolide) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ แต่พบปริมาณเพียงน้อยนิดในฟองน้ำทะเล
       
       "ในการสังเคราะห์สารเคมีที่มีความซับซ้อนเหล่านี้ นักเคมีจะต้องทำให้อะตอมของคาร์บอนมาเชื่อมโยงกันให้ได้ แต่คาร์บอนเป็นธาตุที่เสถียรมาก และอะตอมของคาร์บอนแต่ละอะตอมนั้น ไม่ทำปฏิกิริยากันง่ายๆ" คำอธิบายของคณะกรรมการผู้ตัดสินรางวัล ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างพยายามหาทางกระตุ้นให้อะตอมของคาร์บอนเกิดพันธะต่อกัน แต่ยิ่งต้องการทำให้ซับซ้อนก็ยิ่งทำให้เกิดผลพลอยได้ที่ไม่เป็นที่ต้องการมากขึ้นด้วย
       
       "ตัวเร่งปฏิกิริยาพาลลาเดียมช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ และทำให้นักเคมีมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และมีความแม่นยำมากกว่าในการทำงาน" คณะกรรมการกล่าวเพิ่มเติม ซึ่งวิธีการที่พวกเขาทั้งสามคนคิดค้นขึ้นมานั้นมีชื่อเรียกว่าปฏิกิริยาเฮค (Heck reaction), ปฏิกิริยาเนกิชิ (Negishi reaction) และปฏิกิริยาสึซึกิ (Suzuki reaction) ที่มีหลักการเดียวกันคือ การใช้พาลลาเดียมกระตุ้นให้อะตอมของคาร์บอนจับกัน และเกิดเป็นโครงสร้างที่มีความซับซ้อนมากกว่าเดิม
       
       ทั้งนี้ สารเคมีที่มีธาตุคาร์บอนเป็นพื้นฐาน หรือสารเคมีอินทรีย์ (organic) นั้น เป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตและยังสามารถทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าทึ่งได้มากมายหลายอย่าง อาทิ สีของดอกไม้ พิษของงู และสารที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อย่างเพนิซิลลิน
       
       เคมีอินทรีย์นั้นช่วยให้มนุษย์เราสร้างสารเคมีบนฐานของโมเลกุลเคมีที่มีในธรรมชาติ โดยการใช้ความสามารถของคาร์บอนเพื่อสร้างโครงร่างสำหรับโมเลกุลที่มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้มนุษย์พัฒนายารักษาโรคใหม่ๆ อาทิ ยาเพื่อต่อสู้กับมะเร็งลำไส้ใหญ่, เชื้อไวรัสเริม และเชื้อเอชไอวี อีกทั้งยังสามารถฏิวัติงานทางด้านวัสดุ เช่น การสร้างพลาสติกที่มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อประยุกต์ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ จอคอมพิวเตอร์แบบบาง
       
       สำหรับเฮคนั้นเป็นชาวอเมริกันโดยกำเนิด ปัจจุบันอายุ 79 ปี ด้านเนกิชิมีอายุ 75 ปี ถือสัญชาติญี่ปุ่น แต่ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านเคมีอยู่ที่มหาวิทยาลัยเปอร์ดัวในสหรัฐฯ ส่วนสึซึกิปัจจุบันมีอายุ 80 ปี ทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮอกไกโดในญี่ปุ่น โดยทั้ง 3 จะได้รับรางวัลร่วมกัน 10 ล้านโครน หรือ 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
       
       ผลรางวัลโนเบลประจำปี 2010 ได้ประกาศไปแล้วใน 3 สาขาคือแพทย์, ฟิสิกส์ และเคมี โดยยังเหลืออีก 3 สาขาคือ วรรณกรรม, และสันติภาพ ที่จะประกาศในวันที่ 7 และ 8 ต.ค. ตามลำดับ จากนั้นจะปิดท้ายด้วยสาขาเศรษฐศาสตร์ในวันที่ 11 ต.ค.

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 ตุลาคม 2553 

< Previous   Next >