Home arrow News arrow แพทย์ไขข้อข้องใจ สเต็มเซลล์ รักษาได้ทุกโรคจริงหรือ?
แพทย์ไขข้อข้องใจ สเต็มเซลล์ รักษาได้ทุกโรคจริงหรือ? Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 24 กันยายน 2010

ที่มา ไทยรัฐ 22 กันยายน 2553

ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีมานี้ การรักษาด้วย "สเต็ม เซลล์" ได้รับความสนใจจากคนไทยในวงกว้าง ในฐานะที่เป็นความหวังใหม่ของวงการแพทย์ ที่จะสามารถรักษาโรคร้ายแรงและโรคเรื้อรังได้หลากหลายชนิด ตั้งแต่ โรคหัวใจ, อัลไซเมอร์, พาร์กินสัน, เบาหวาน, ลูคีเมีย และมะเร็ง จนปลุกให้เกิดกระแสใหม่ในหมู่เศรษฐี ที่ยอมจ่ายเงินปีละเป็นแสนๆ เพื่อฝากเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดทางสายสะดือทารกแรกเกิด ไว้ในธนาคารสเต็มเซลล์ โดยหวังว่าต่อไปอาจได้ใช้เป็นอะไหล่ร่างกายสำหรับรักษาโรคร้ายที่เกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ดี ในงานเสวนาทางแพทย์เรื่อง "สเต็ม เซลล์ รักษาได้ทุกโรคจริงหรือ" ซึ่งจัดโดยศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อเร็วๆนี้ มีการเปิดเผยความจริงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา นำโดย "ผศ.พญ.กลีบสไบ สรรพกิจ" จากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และ "ผศ.นพ. อุดมศักดิ์ บุญวรเศรษฐ์" จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ว่า การใช้สเต็มเซลล์ของระบบเลือดเพื่อรักษาโรคเลือดชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งในเม็ดเลือดขาว และโรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย ได้รับการยอมรับจากวงการแพทย์ทั่วโลกมาหลายทศวรรษว่ามีประสิทธิผลจริง โดยสามารถเก็บสเต็มเซลล์ได้ 3 ทางหลักๆ คือ จากเส้นเลือดดำ, จากไขกระดูก และจากเลือดทางสายสะดือทารกแรกเกิด ฉะนั้น ถ้าพูดถึงการใช้สเต็มเซลล์ของระบบเลือด หรือสเต็ม เซลล์ของอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ, ไต และหัวใจ เพื่อรักษาโรคร้ายแรงชนิดอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับโรคเลือด ยังถือว่าอยู่ในขั้นของการทดลองวิจัย และไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นประโยชน์จริง หรือสามารถรักษาโรคร้ายๆเหล่านั้นได้จริง

ในฐานะกุมารแพทย์ ประจำคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี "รศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง" ยังเจาะลึกถึงประโยชน์ของการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดทางสายสะดือทารกแรกเกิด ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบันว่าเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด และไม่เป็นอันตรายต่อแม่หรือเด็ก แต่กระนั้น ก็มีข้อเสียมากกว่าข้อดี และมีโอกาสที่จะใช้ประโยชน์ได้ จริงเพียง 0.0001-0.000005% เพราะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง อาทิ  ปริมาณเลือดที่เก็บได้มีจำนวนจำกัดเพียงครั้งละ 50-200 ซีซี ซึ่งเพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วยที่มีน้ำหนักแค่ 30-40 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ไม่เพียงพอจะรักษาผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ ที่สำคัญการเก็บสเต็มเซลล์จากเลือดทางสายสะดือ ยังต้องติดตามผลต่อเนื่องว่าเมื่อโตขึ้นทารกคนนั้นเป็นโรคร้ายแรงหรือเปล่า เพราะถ้าพบว่ามีเซลล์มะเร็งอยู่ในตัว สเต็มเซลล์ของทารกที่เก็บไว้ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคได้ และไม่ว่าจะเป็นสเต็มเซลล์ จากพ่อแม่พี่น้องในครอบครัวเดียวกัน หรือสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคนอกครอบครัว ก่อนที่จะนำมาใช้ได้จริง จะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจเนื้อเยื่อ HLA ให้ตรงกับผู้ป่วยทุกครั้ง เพื่อป้องกันปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกาย คุณหมอยืนยันว่าถ้าใครบอกว่าบินไปฉีดสเต็มเซลล์ที่โน่นที่นี่เพื่อให้สวยขึ้น หรือรักษาโรคต่างๆนานา ล้วนแต่เป็นการโฆษณา ชวนเชื่อเกินจริงทั้งนั้น เพราะทำไม่ได้ ถ้าไม่ผ่านการตรวจเนื้อเยื่อให้ตรงกันก่อน

นอกจากการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องสเต็มเซลล์แล้ว ในงานเสวนาครั้งนี้ยังเป็นโอกาสดีที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ภายใต้การนำของ "แพทย์หญิงสร้อยสอางค์ พิกุลสด" จะรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปร่วมกันลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์แก่ธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2551 เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาผู้ป่วยในวงกว้างขึ้น และพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์ดำเนินงานด้านสเต็มเซลล์อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต โดยทางสภากาชาดไทยตั้งเป้าว่าจะจัดหาอาสาสมัครบริจาคสเต็มเซลล์ให้ได้จำนวน 100,000 คน ภายในปี 2555 จากจำนวน 95,356 คน ในขณะนี้ เพื่อให้เพียงพอแก่จำนวนผู้ป่วย ที่ปัจจุบันขึ้นทะเบียนรอรับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์อยู่มากกว่า 1,000 ราย และได้รับการช่วยเหลือไปเพียง 79 รายเท่านั้น สำหรับผู้สนใจบริจาค สามารถสอบถามข้อมูล เพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 0-2256-4300 หรือ 0-2263-9600-99 ต่อ 1101.

< Previous   Next >