Home arrow News arrow สสจ.เมืองตากโหมรณรงค์ลดโรคร้ายไข้ป่า
สสจ.เมืองตากโหมรณรงค์ลดโรคร้ายไข้ป่า Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 04 กรกฎาคม 2007

 

ใช้มุ้งพิเศษเคลือบยาฆ่ายุงก้นปล่อง แจกราษฏรชายแดน-ลดปัญหาได้ผล

โรคไข้มาลาเรีย หรือชาวบ้านมักเรียกกันว่า ไข้จับสั่น ไข้ป่า ไข้ดอกสัก ไข้ป้าง ไข้ดง และไข้ร้อนเย็น ถือเป็นโรคติดต่อที่มีมาแต่โบราณกาล มี ชุกชุมตามบริเวณที่เป็นป่าเขา และแหล่งน้ำ ไข้มาลาเรีย ถือเป็นโรคประจำถิ่นที่เป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขมาช้านาน และเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศไทยในอดีต ปัจจุบันยังมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณชายแดนซึ่งเป็นพื้นที่ป่า ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุข จึงรณรงค์ในการป้องกัน เพื่อไม่ให้แพร่ระบาดมาสู่เมือง  โดยเฉพาะการนอนในมุ้ง ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันขั้นสุดท้ายที่สำคัญ

นายแพทย์ปัจจุบัน เหมหงษา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตาก กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้มาลาเรียในจังหวัดตาก มีการระบาดโดยมียุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค พื้นที่ระบาดส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ใน 5 อำเภอชายแดน ประกอบด้วย อ.ท่าสองยาง   อ.แม่ระมาด อ.แม่สอด อ.พบพระ และ อ.อุ้มผาง เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่า มีภูเขาสูงชัน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของยุงก้นปล่อง และเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดมาตั้งแต่อดีต โดยถือเป็นโรคประจำท้องถิ่น ล่าสุดในช่วง 7 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2549-เมษายน 2550 พบผู้ป่วยไข้มาลาเรียแล้วทั้งสิ้น 12,784 คน แยกเป็นผู้ป่วยแรงงานต่างด้าวชาวพม่า จำนวน 9,497 คน ชาวไทย 3,287 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2542 ที่มีการระบาดรุนแรง มีจำนวนผู้ป่วยสูงถึง 80,122 คน ลดลงตามลำดับต่อเนื่องทุกปี 
 
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตาก กล่าวอีกว่า ไข้มาลาเรียสามารถรักษาให้หายขาดได้     โดยผู้ป่วยจะต้องได้รับยารักษาอย่างต่อเนื่อง หากมีไข้ขึ้นสูงควรไปพบแพทย์อย่างทันท่วงที โดยไม่รักษาเอง เพราะอาจทำให้เชื้อฝังตัว หากรักษาไม่ถูกวิธี อาการจะรุนแรงถึงขั้นขึ้นสมองทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการไข้ขึ้น และหนาวสั่น เพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง ส่วนการ   เฝ้าระวังป้องกันการ  แพร่ระบาดของไข้มาลาเรีย ทางสาธารณสุข ได้มีการปรับแผนการรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจเช็กผลเลือด ค้นหาเชื้อไข้มาลาเรีย หากพบจะแจกยารักษาทันที ตลอดจนมีการติดตามเฝ้าดูแลผู้ป่วย และประเมินผลอย่างใกล้ชิด ส่วนการป้องกันระยะยาวนั้นจะใช้มุ้งที่ถักทอด้วยเส้นใยที่เคลือบด้วยสารเคมี นำไปแจกจ่ายให้ในพื้นที่ที่มีการระบาด ซึ่งมุ้งดังกล่าวจะสามารถกำจัดยุงก้นปล่อง พาหะของไข้มาลาเรียได้ผลดี ขณะนี้ได้ดำเนินการแจกมุ้งไปแล้วจำนวน กว่า 20,000 หลัง โดยลดใช้วิธีการพ่นสารเคมี
 
นายแพทย์ปัจจุบัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมุ้งกำจัดไข้มาลาเรีย เป็นมุ้งชนิดพิเศษที่ถักทอด้วยเส้นใยสังเคราะห์ เคลือบด้วยน้ำยาเคมีกำจัดยุงก้นปล่อง โดยไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ โดยมุ้ง 1 หลัง สามารถนอนได้ 2 คน และมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 5 ปี โดยสารเคมีจะยังคงสภาพอยู่ตลอดอายุการใช้งาน ถึงแม้จะนำไปซักล้างก็ยังสามารถใช้กำจัดยุงก้นปล่องได้ผลดี เมื่อยุงบินมาเกาะมุ้ง สารเคมีที่อยู่ในเส้นใยจะทำปฏิกิริยากับตัวยุง ทำให้ยุงเป็นอัมพาต และตายในทันที ส่วนประชาชนที่นำมุ้งชนิดนี้ไปใช้ได้ผลดี โดยไม่พบบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นไข้มาลาเรีย ขณะนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก มีการสนับสนุนมุ้งดังกล่าวแจกจ่ายให้แก่สาธารณสุขอำเภอในพื้นที่เกิดโรคทุกแห่ง เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนตามพื้นที่ชายแดน ให้ครอบคลุมพื้นที่ระบาดทั้งหมด เป็นการป้องกันโรคได้อีกทางหนึ่ง    
 
“จากกระแสการตอบรับของประชาชนเกือบทั่วทุกภูมิภาค ได้ติดต่อสอบถามข้อมูล และแจ้งความประสงค์ขอรับการสนับสนุนมุ้งชุบน้ำยาเคมีปราบยุงนำไปใช้ในชุมชน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก ขอชี้แจงรายละเอียดให้ทราบว่า มุ้งดังกล่าวเป็นมุ้งที่นำเข้าโดยกองทุนโลก โดยการจัดซื้อผ่านองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งจะใช้แจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงไข้มาลาเรีย 5 อำเภอชายแดนจังหวัดตากเท่านั้น สำหรับในประเทศไทยมีสินค้าชนิดนี้เข้ามาจำหน่ายบ้างแล้ว” นายแพทย์ปัจจุบัน กล่าว
 
นายแพทย์ปัจจุบัน กล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า อย่างไรก็ตามหากประชาชนสนใจ  สามารถจะทำได้โดยการนำมุ้งผ้าที่ใช้อยู่ตามบ้าน ไปชุบน้ำยาเคมี “เพอร์มิทริน” ออกฤทธิ์ฆ่ายุงทุกชนิดภายในระยะเวลา 5-6 เดือน โดยน้ำยาเคมีดังกล่าวได้รับการรับรองจากกรมควบคุมโรค สามารถสั่งซื้อโดยผ่านผู้ประกอบการร้านค้าเอกชน หรือตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้าน ซึ่งในการใช้น้ำยาจะต้องใช้ในอัตราส่วนตามข้อบ่งชี้ในรายละเอียดที่แนบมาในใบกำกับยา ตลอดจนปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณชำนาญ ปินนา นักวิชาการสาธารณสุข 7 งานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก หมายเลขโทรศัพท์ 0-5551-8100 ต่อ 120, 121 ได้ในวันและเวลาราชการ.

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ วันที่ 4 กรกฎาคม 2550 เวลา

 

 

< Previous   Next >