Home arrow News arrow ปฏิบัติการพิฆาตของ 'มาลาเรีย'
ปฏิบัติการพิฆาตของ 'มาลาเรีย' Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 04 กรกฎาคม 2007

 

        หากใครคิดว่ามาลาเรียเป็นโรคที่ควบคุมได้ ขอให้คิดใหม่อีกครั้งเพราะขณะนี้มาลาเรียระบาดหนักกว่าเคย แหล่งระบาดของโรคกระจายอยู่ใน 106 ประเทศ คุกคามประชากรครึ่งโลก

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ปี 2007 นี้ มีการประเมินว่าจะมีผู้ติดเชื้อมาลาเรียกว่า 500 ล้านคน โดยจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้อย่างน้อยหนึ่งล้านคน หรือสูงกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตต่อปีของคนรุ่นก่อนสองเท่า

 แมลงชนิดเดียวที่เป็นพาหะของปรสิตไข้มาลาเรียในมนุษย์ คือยุง โดยจะต้องเป็นยุงที่มีขาเล็กยาว ปีกเป็นลายๆ ซึ่งจัดอยู่ในสกุล Anopheles หรือเรารู้จักกันในชื่อยุงก้นปล่อง และจะต้องเป็นยุงเพศเมียเท่านั้น เพราะยุงเพศผู้ไม่สนใจเลือด ยุงก้นปล่องเพศเมียจะใช้จะงอยปากแหลมๆ เจาะผิวหนังชั้นนอก ทะลุชั้นไขมันบางๆ เข้าสู่เครือข่ายหลอดเลือดฝอยเล็กๆ ที่อุดมไปด้วยเลือดของเรา

 ขณะที่มันพ่นน้ำลายรอบๆ รอยกัดเพื่อไม่ให้เลือดจับตัวเป็นลิ่มนี้เอง สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กรูปร่างคล้ายหนอนที่อยู่ในต่อมน้ำลายยุงจะเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกาย เจ้าสัตว์เซลล์เดียวชื่อ พลาสโมเดีย นี้คือปรสิตก่อโรคมาลาเรีย และในแอ่งน้ำลายขนาดเท่าจุดปากกานั้นอาจมีปรสิตถึง 50,000 ตัวแหวกว่ายอยู่ โดยปกติปรสิตราวสิบถึงยี่สิบตัวจะผ่านเข้าสู่กระแสเลือด แต่ลำพังเชื้อพลาสโมเดียแค่ตัวเดียวก็ฆ่าคนได้แล้ว

 ปรสิตพลาสโมเดียอยู่ในกระแสเลือดเพียงไม่กี่นาทีก็จะไหลเข้าสู่ตับ และแยกย้ายกันฝังตัวอยู่ในเซลล์ตับ โดยในช่วงหนึ่งหรือสองสัปดาห์จากนั้น ร่างกายจะไม่มีอาการใดๆ ที่บ่งบอกว่ามีสิ่งผิดปกติร้ายแรงเกิดขึ้น ทุกอย่างดูปกติ แม้แต่ตับสีแดงที่เต็มไปด้วยเซลล์กรองเลือดก็ไม่มีปัญหาอะไร มีแค่เซลล์ไม่กี่เซลล์เท่านั้นที่ติดเชื้อ ปรสิตก่อโรคมาลาเรียจะกินและแบ่งตัวไม่หยุดประมาณหนึ่งสัปดาห์ สิ่งที่อยู่ในเซลล์เดิมถูกย่อยสลายไปหมด แต่เซลล์กลับอัดแน่นด้วยปรสิตบวมเหมือนอาหารกระป๋องหมดอายุ จากนั้นเซลล์จะแตกออก ปรสิตพรั่งพรูเข้าสู่กระแสเลือดและเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดแดงและกระจายไปตามระบบไหลเวียนโลหิตภายในสามสิบวินาที ปรสิตจะซุ่มกินและขยายพันธุ์อย่างเงียบๆ ในช่วงสองวันต่อมา เมื่อกินเซลล์ที่บุกรุกหมดแล้ว มันจะแตกออกอีกครั้ง สร้างความปั่นป่วนในเลือดอีกรอบ

 ร่างกายเริ่มรู้ตัวว่าถูกโจมตี ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มทำงาน แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการบุกของมาลาเรียได้ ปรสิตจะชอนไชเข้าไปฝังตัวในเซลล์เม็ดเลือดแดงชุดใหม่อย่างรวดเร็ว กระบวนการเพิ่มจำนวนและแบ่งตัวยังดำเนินต่อไป

 อุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้นเพราะร่างกายพยายามกำจัดผู้บุกรุก ผู้ป่วยมีอาการสั่นเพราะกล้ามเนื้อเกร็งตัวเพื่อเพิ่มความร้อน ตามด้วยไข้สูงและเหงื่อออกจนชุ่ม อาการหนาว ร้อน เปียก เป็นอาการเฉพาะของโรค แต่ปรสิตยังเติบโตแบบทวีคูณต่อไปและเมื่อแบ่งตัวอีกไม่กี่รอบ ผู้ป่วยก็จะมีปรสิตหลายพันล้านตัวในกระแสเลือด

 เมื่อถึงจุดนี้ไข้จะขึ้นสูงถึงขีดสุด ร่างกายเพิ่มอุณหภูมิราวกับจะต้มตัวเองให้สุกเพื่อหยุดยั้งการโจมตี แต่ปรสิตยังควบคุมเม็ดเลือดแดงได้ ในคนไข้บางราย เซลล์ที่ติดเชื้อ falciparum จะมีตุ่มขรุขระขึ้นบนผิวเซลล์ เมื่อเม็ดเลือดแดงไหลผ่านหลอดเลือดฝอยในสมอง เซลล์ที่มีตุ่มขรุขระจะเกาะติดผนังหลอดเลือดเหมือนตีนตุ๊กแก ทำให้เชื้อร้ายรอดพ้นจากการถูกลำเลียงไปสู่ม้ามซึ่งมีหน้าที่ทำความสะอาดเลือดโดยขจัดเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เสียหาย และยังส่งผลให้สมองบวมด้วย แต่ยังไม่มีใครทราบสาเหตุแน่ชัด การติดเชื้อนี้นำไปสู่มาลาเรียขึ้นสมอง ซึ่งเป็นอาการที่น่ากลัวที่สุดของโรคนี้

 ตอนนี้เองที่ร่างกายเริ่มมีอาการทรุดหนัก ปรสิตทำลายเม็ดเลือดแดงที่ขนส่งออกซิเจนไปมากเสียจนเม็ดเลือดแดงเหลือไม่พอต่อการดำรงชีวิต ปอดต่อสู้เพื่อสูดอากาศหายใจ หัวใจดิ้นรนเพื่อสูบฉีดเลือด เลือดกลายเป็นกรด เซลล์สมองเริ่มตาย ผู้ป่วยจะทุรนทุราย ชัก และโคม่าในที่สุด

 มาลาเรียเป็นโรคที่มีมาก่อนที่มนุษย์จะถือกำเนิด เป็นไปได้ว่าบรรพบุรุษของเราก็ทุกข์ทรมานจากโรคมาลาเรีย ทั้งปรสิตและยุงต่างเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ ไดโนเสาร์อาจเคยติดเชื้อมาลาเรียก็ได้ และระยะเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์ก็ทำให้เชื้อมีเวลาปรับตัวและหาช่องโหว่จากจุดอ่อนของระบบภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้น กระทั่งสัตว์อื่นๆ เช่น หนู นก เม่น ลิง ค้างคาว และงู ต่างมีเชื้อมาลาเรียของตัวเอง

 ในประวัติศาสตร์โลก มีอารยธรรมน้อยมากที่รอดพ้นจากมาลาเรีย มัมมี่อียิปต์บางร่างมีร่องรอยของโรคนี้ ฮิปโปเครติสบันทึกอาการระยะต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน มาลาเรียน่าจะคร่าชีวิตพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ส่งผลให้จักรวรรดิกรีกล่มสลาย และอาจหยุดยั้งกองทัพของจักรพรรดิฮั่นและเจงกิสข่าน

 ชื่อของมาลาเรียมาจากภาษาอิตาลีว่า มาล อาเรีย (mal’aria) แปลว่า "อากาศไม่ดี" ชาวโรมซึ่งถูกมาลาเรียโจมตีหลายศตวรรษ เชื่อว่าไอจากหนองน้ำทำให้เกิดโรค มาลาเรียคร่าชีวิตพระสันตะปาปาอย่างน้อยสี่พระองค์ และอาจปลิดชีพดังเต กวีชาวอิตาลี ด้วย นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า หนึ่งในสองของมนุษย์ที่เคยมีชีวิตอยู่เสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย

 ยารักษามาลาเรียขนานแรกที่รู้จักกันมาจากเปลือกของต้นซิงโคนา และแพร่หลายไปทั่วโลกในชื่อควินิน ยานี้ยับยั้งการแบ่งตัวของปรสิตและช่วยชีวิตคนมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่มีข้อเสียตรงที่ออกฤทธิ์ได้ไม่นาน และถ้าได้รับบ่อยเกินไปอาจก่อผลข้างเคียงรุนแรงซึ่งรวมถึงอาการหูหนวกด้วย แต่ในทศวรรษ 1940 มีการค้นพบสำคัญสองประการ เริ่มจากการสังเคราะห์ยาต้านมาลาเรียซึ่งเป็นสารประกอบชื่อคลอโรควิน ยานี้ราคาถูก ปลอดภัย และป้องกันมาลาเรียทุกชนิดได้ชะงัดเป็นเวลานาน ต่อมา พอล มึลเลอร์ นักเคมีชาวสวิส ก็พบคุณสมบัติในการกำจัดแมลงของสารประกอบ ไดคลอโร-ไดเฟนนิล -ไตรคลอโรอีเทน หรือดีดีที ดีดีทีออกฤทธิ์ได้นานกว่ายาฆ่าแมลงที่ดีรองลงมาสองเท่า ในขณะที่มีราคาถูกกว่าสี่เท่า จึงกำจัดยุงได้หลายเดือน ซึ่งนานพอที่จะตัดวงจรการแพร่เชื้อมาลาเรียได้

 เมื่อมีทั้งคลอโรควินและดีดีที องค์การอนามัยโลกจึงเริ่มโครงการกำจัดมาลาเรียทั่วโลกเมื่อปี 1955 โดยวางเป้าหมายจะกำจัดโรคนี้ให้หมดไปในสิบปี ใช้เงินกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และใช้ดีดีทีปีละหลายหมื่นตันเพื่อกำจัดยุง ความพยายามดังกล่าวถือว่าได้ผลดี มาลาเรียหายไปจากแถบแคริบเบียน แปซิฟิกใต้ คาบสมุทรบอลข่าน และไต้หวัน ในศรีลังกา จำนวนผู้ป่วยมาลาเรีย 2,800,000 รายในปี 1946 ลดเหลือ 17 รายในปี 1963 ส่วนในอินเดีย อัตราการตายจากมาลาเรียลดลงจาก 800,000 รายต่อปีจนแทบไม่มีเลย

 แต่เป้าหมายสุดท้ายก็ยังไกลเกินเอื้อม มาลาเรียยังคงอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของประเทศเขตร้อน เงินสนับสนุนค่อยๆ ร่อยหรอจนทำให้โครงการต้องยุติเมื่อปี 1969 ในหลายๆ ประเทศ การสิ้นสุดโครงการเกิดขึ้นพร้อมกับการลดความช่วยเหลือจากต่างชาติ ความไม่มั่นคงทางการเมือง ความยากจนที่แผ่ลาม และบริการสาธารณสุขที่ไม่ทั่วถึง

 ไม่นานหลังจากนั้น การควบคุมยุงก็ขาดเครื่องมือสำคัญอย่างดีดีที การใช้ดีดีทีมากเกินไปในภาคเกษตรกรรมส่งผลให้เกิดการสะสมในดินและปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ เพราะดีดีทีซึ่งไม่เป็นพิษต่อมนุษย์ เป็นอันตรายต่อสัตว์ เช่น เหยี่ยวเพเรกริน สิงโตทะเล และปลาแซลมอน ในที่สุดก็มีกฎหมายห้ามใช้สารเคมีชนิดนี้ในการเกษตรทั่วโลก แม้จะอนุญาตให้ใช้ในการควบคุมมาลาเรียได้ แต่ดีดีทีก็กลายเป็นของหายาก

 ตามมาด้วยวิกฤตการณ์ร้ายแรงที่สุด นั่นคือการดื้อยาเป็นวงกว้าง ปรสิตก่อโรคมาลาเรียขยายพันธุ์และวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว มีการกลายพันธุ์อย่างสม่ำเสมอ การกลายพันธุ์บางอย่างทำให้ปรสิตดื้อยาคลอโรควิน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่ถูกส่งทอดไปสู่ปรสิตรุ่นหลังอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่ผู้ป่วยกินยาคลอโรควิน ปรสิตที่ดื้อยาก็เพิ่มจำนวนขึ้น ในทศวรรษ 1990 เชื้อมาลาเรียระบาดมากกว่าที่ผ่านมาและส่อเค้าว่าจะรักษายากกว่าที่เคย

 ทุกวันนี้ องค์การอนามัยโลกกำหนดให้การลดจำนวนผู้ป่วยมาลาเรียมีความสำคัญอันดับต้นๆ หลายพื้นที่ที่มาลาเรียถูกกำจัดจนเกือบสูญพันธุ์ เช่น อินเดียและศรีลังกา กลับเกิดการระบาดขึ้นอีก แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตซับสะฮาราของแอฟริกาไม่เคยมีโครงการกำจัดมาลาเรียเลย ความช่วยเหลือส่วนใหญ่จึงมุ่งไปยังแหล่งมาลาเรียระบาดหนักในเขตซับสะฮาราของแอฟริกา โดยเฉพาะแซมเบีย ประเทศซึ่งไม่มีทางออกทะเลและอยู่ในป่าสมบูรณ์ทางใต้ของทวีป เราอาจนึกไม่ออกว่ามาลาเรียทำลายล้างประเทศนี้มากขนาดไหน แต่ในบางจังหวัดจะมีเด็กอายุต่ำกว่าห้าปีป่วยด้วยโรคนี้มากกว่าหนึ่งในสาม ไม่ว่าจะสำรวจเมื่อไรก็ตาม

 สิ่งที่ร้ายแรงกว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อคือชนิดของมาลาเรียที่พบ เชื้อมาลาเรียที่พบในมนุษย์เป็นประจำมีสี่สายพันธุ์ โดยชนิดที่ร้ายแรงที่สุดคือ พลาสโมเดียม ฟาลซิเพรัม (Plasmodium falciparum) ซึ่งเป็นต้นเหตุของผู้ป่วยทั่วโลกกว่าครึ่ง และผู้เสียชีวิตอีกร้อยละ 95 นี่คือมาลาเรียชนิดเดียวที่ขึ้นสมองและคร่าชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เด็กชาวแอฟริกันอาจเล่นฟุตบอลอย่างสนุกสนานในตอนเช้า และเสียชีวิตจากเชื้อนี้ในตอนกลางคืน

 เชื้อมาลาเรียชนิดร้ายแรงนี้เองที่ทำให้เด็กชาวแซมเบียเกือบร้อยละ 20 มีอายุไม่ถึงห้าขวบ เด็กโตและผู้ใหญ่ก็ติดเชื้อเช่นกัน ดูเหมือนชาวแซมเบียทุกคนจะมีช่วงที่ป่วยเป็นมาลาเรียกันทั้งนั้น หลายคนเป็นโรคนี้เกือบสิบครั้งหรือมากกว่านั้น จึงไม่แปลกที่แซมเบียจะเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เศรษฐกิจยากจะฟื้นตัวได้หากสุขภาพของคนในประเทศไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ดีขึ้นเสียก่อน และเป้าหมายของแซมเบียก็คือลดอัตราการตายจากไข้มาลาเรียลงร้อยละ 75 ภายในสี่ปีจากนี้

 การสำรวจสุขภาพประชาชาติเมื่อปี 2005 สรุปว่า เด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนอร์ทเวสเทิร์นของแซมเบียทุกๆ 1,000 คน เป็นผู้ติดเชื้อ 1,353 คน อัตราต่อปีที่สูงเกินร้อยละร้อยดูไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่นี่คือตัวเลขจริง ไม่ได้พิมพ์ผิด เหตุเพราะเด็กหลายคนติดเชื้อมาลาเรียมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปีนั่นเอง

 แซมเบียระดมกำลังทหาร อาสาสมัคร และนักแสดงท้องถิ่น มาหยุดยั้งมาลาเรีย มีการติดโปสเตอร์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับสาเหตุและอาการของมาลาเรีย และเน้นความสำคัญของการใช้ยารักษา แผนของแซมเบียคือการให้ความรู้แก่ประชาชน และใช้วิธีทำลายโรค 3 วิธี คือ ยากิน ยาฆ่าแมลง และมุ้ง

 แซมเบียใช้ยารักษามาลาเรียตัวใหม่ล่าสุดซึ่งทำจากสมุนไพรชื่ออาร์ทีมิเซีย ยาอาร์ทีมิซินินมีประสิทธิภาพเทียบเท่าควินิน แต่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า นับเป็นยารักษามาลาเรียชนิดสุดท้ายที่มีอยู่ เพราะปรสิตได้พัฒนาจนดื้อยาทุกตัวที่ใช้รักษา รวมทั้งควินินด้วย มีการนำอนุพันธ์ของยาอาร์ทีมิซินินไปให้ร่วมกับยาอื่นเพื่อลดโอกาสในการดื้อยาอาร์ทีมิซินินของปรสิต กลายเป็นยาชุดต้านมาลาเรียเอซีที (ACT: artemisinin-based combination therapy)

 ปีก่อนเข้าฤดูฝน แซมเบียจะฉีดพ่นดีดีทีให้ทุกบ้านในเขตมาลาเรียชุกชุม โดยฉีดเฉพาะในบ้านและในปริมาณจำกัด และแจกมุ้งชุบยาฆ่าแมลงเพื่อกันยุงในตอนกลางคืนที่ยุงก้นปล่องซึ่งเป็นพาหะของมาลาเรีย ออกหากิน

 แม้แผนการของแซมเบียจะไม่ซับซ้อน แต่การต่อสู้กับมาลาเรียไม่ใช่เรื่องง่าย ชาวบ้านที่อยู่ไกลโรงพยาบาลนิยมซื้อยาราคาถูกจากแผงขายยาข้างถนน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อดั้งเดิมด้วย เมื่อลูกชักเพราะมาลาเรียขึ้นสมอง พ่อแม่บางคนคิดว่าถูกของและพาไปหาหมอพื้นบ้าน เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็สายเกินไป

 แม้แต่การแจกมุ้งก็มีปัญหา มุ้งช่วยรักษาชีวิตได้จริง โดยเฉพาะมุ้งรุ่นใหม่ที่ชุบยาฆ่าแมลง แต่ปัญหาคือการส่งให้ถึงมือผู้ที่ต้องการจริงๆ และการแนะนำวิธีใช้อย่างถูกต้อง เพราะในบ้านที่ร้อนและอบอ้าว คนมักไม่อยากนอนกางมุ้ง และบางครั้งยังมีการนำมุ้งไปใช้ผิดหน้าที่ เช่น เอาไปจับปลา รัฐบาลต้องส่งคณะละครออกไปตามชนบท เพื่อสอนการใช้มุ้งที่เหมาะสมผ่านสื่อการแสดงในชุมชนน้อยใหญ่

 แต่ไม่ว่าจะใช้เวลา เงินทุน และพลังงานเท่าใดในการควบคุมโรค ก็ยังมีศัตรูตัวฉกาจที่มิอาจปราบได้ นั่นคือพัฒนาการทางชีววิทยา ยาเอซีทีมีประสิทธิภาพจริง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านมาลาเรียเกรงว่าจะเกิดการดื้อยาในที่สุด และ ทำให้แพทย์เสียอาวุธที่ดีที่สุดไป ก่อนที่จะห้ามใช้ดีดีที ก็มีข่าวว่ายุงก้นปล่องเริ่มดื้อยาบ้างแล้ว เมื่อนำดีดีทีกลับมา การดื้อยาต้องมีมากขึ้นแน่นอน ขณะเดียวกัน ภาวะโลกร้อนอาจทำให้ยุงอยู่ในพื้นที่สูงกว่าระดับทะเลและกระจายเป็นวงกว้างขึ้น

 ยากิน ยาฆ่าแมลง และมุ้ง เป็นการแก้ปัญหาแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เราต้องการอาวุธที่เด็ดขาดกว่านี้ วัคซีนป้องกันโรคที่เกิดจากปรสิตนั้นไม่มีอยู่เลย เรามีวัคซีนป้องกันโรคที่เกิดจากแบคทีเรียและไวรัส ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ซับซ้อน ไวรัสก่อโรคโปลิโอมี 11 ยีน แต่ปรสิตพลาสโมเดียมีมากกว่า 5,000 ยีน ความสลับซับซ้อนของชีวิตและการเคลื่อนที่ตลอดเวลาของปรสิตก่อโรคมาลาเรีย ทำให้การออกแบบวัคซีนทำได้ยากยิ่ง

 วัคซีนที่ดีควรป้องกันโรคได้ตลอดชีวิต แต่ถ้าเราหยุดการระบาดของมาลาเรียในตอนนี้ ก็อาจทำให้หลายคนสูญเสียภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านโรค และเมื่อได้รับเชื้ออีก พลังทำลายล้างของโรคก็จะรุนแรงขึ้น นอกจากนี้เชื้อ Falciparum ยังมีสายพันธุ์ย่อยนับไม่ถ้วน วัคซีนต้องป้องกันได้ทุกสายพันธุ์ และต้องไม่เปิดโอกาสให้ปรสิตพัฒนาความสามารถในการดื้อยาขึ้นได้ การสร้างวัคซีนป้องกันโรคไข้มาลาเรียจึงนับเป็นสิ่งท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์วงการแพทย์

 ที่ผ่านมา การคิดค้นวัคซีนยังไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงเลย ทุกวันนี้ทีมงานอย่างน้อย 90 ทีมทั่วโลกกำลังทำงานเกี่ยวกับวัคซีน รัฐบาลอังกฤษเพิ่มแรงกระตุ้นโดยรับปากว่า จะช่วยซื้อวัคซีนที่ได้ผลหลายร้อยล้านชุดเพื่อบริจาคให้ประเทศที่ต้องการ แต่นักวิจัยหลายคนไม่คิดว่าจะมีวิธีกำจัดมาลาเรียให้หมดไปได้ มาลาเรียเคยทำให้เราเจ็บป่วยอย่างไร ก็จะยังคงทำได้ต่อไป

 เมื่อพูดถึงมาลาเรีย สิ่งเดียวที่เรารู้แน่ชัดก็คือ ทุกเย็นของฤดูฝนในประเทศส่วนใหญ่ของโลก ยุงก้นปล่องเพศเมียจะออกหาความอบอุ่นจากร่างกายของสิ่งมีชีวิต ถ้าหากยุงดูดเลือดผู้ติดเชื้อมาลาเรีย ปรสิตจะเข้าไปในตัวยุงพร้อมกับเลือด และสองสัปดาห์ต่อมา ยุงตัวนั้นก็จะกลายสถานะเป็นยุงบรรจุเชื้อ

 จากประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านมา โรคร้ายที่มีชัยเหนือมนุษย์หลายครั้งตลอดหลายล้านปีที่ผ่านมา คงจะไม่ยอมยกธงขาวง่ายๆ แน่นอน และมนุษย์เราก็ยังคงต้องสู้กับมหันตภัยแห่งฤดูฝนนี้ต่อไป

 

ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 10:00:00

< Previous   Next >