Home arrow News arrow บุรีรัมย์ติวเข้มแพทย์พยาบาลรับมือ “ฉี่หนู” ระบาด-หลังผู้ป่วยพุ่งอันดับ 2 ของประเทศ
บุรีรัมย์ติวเข้มแพทย์พยาบาลรับมือ “ฉี่หนู” ระบาด-หลังผู้ป่วยพุ่งอันดับ 2 ของประเทศ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 14 กันยายน 2010
       บุรีรัมย์- สสจ.บุรีรัมย์ ติวเข้ม แพทย์ พยาบาล และ สหวิชาชีพ ที่ดูแลรับผิดชอบด้านการรักษาผู้ป่วยโรคฉี่หนูทั้งหวัด วางมาตรการรับมือการระบาดของโรค หลังพบมีผู้ป่วยสูงถึง 417 ราย เสียชีวิต 2 ราย ป่วยมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ
       
       วันนี้ (13 ก.ย.) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เรียกเจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล และสหวิชาชีพ ที่ดูแลรับผิดชอบด้านการรักษาผู้ป่วยโรคเลปโตสไปโรซีส หรือโรคฉี่หนู ประจำโรงพยาบาล และสาธารณสุขอำเภอทุกแห่งทั้งจังหวัด เข้ารับความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการรักษา และวิธีแนวทางการป้องกันควบคุมโรค จากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมป้องกันโรค เลปโตสไปโรซิส ของโรงพยาบาลศิริราชพยาบาล ที่ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

    ทั้งนี้ เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติ และดำเนินการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคฉี่หนู ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ หลังพบว่าจังหวัดบุรีรัมย์มีผู้ป่วยด้วยโรคฉี่หนู เข้ามารับการตรวจรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ แล้วจำนวน 417 ราย เฉลี่ยอัตราป่วย 27.10 ต่อประชากรแสนคน และเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งอัตราป่วยมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจาก จ. สุรินทร์ และอันดับ 3 คือ จ.นครราชสีมา
       
       โดยผู้ป่วยส่วนมากอยู่ในกลุ่มอายุระหว่าง 45-54 ปี รองลงมาอยู่ในกลุ่มอายุระหว่าง 35-44 ปี และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตรกรรม ส่วนอำเภอที่มีการระบาดมากที่สุด คือ อ.คูเมือง, อ.เมืองบุรีรัมย์, อ.ละหานทราย, อ.โนนสุวรรณ และ อ.สตึก
       
       จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ มีผู้ป่วยด้วยโรคเลปโตสไปโรซีสแล้ว 2,621 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 4.13 ต่อประชากรแสนคน และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 26 ราย
       
       นพ.สมพงษ์ จรุงจิตตานุสนธิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคฉี่หนู มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีการฟื้นฟูพัฒนาความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเลปโตสไปโรซิส ให้มีศักยภาพในด้านการรักษา โดยเน้นการค้นหาผู้ป่วย วินิจฉัยโรค และการรักษาโรคโดยเร็ว รวมไปถึงการป้องกันและควบคุมโรค เพื่อไม่ให้มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างมากขึ้น

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กันยายน 2553 

< Previous   Next >