Home arrow News arrow เตรียมดันวิทย์ให้เป็นยุทธศาสตร์หลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
เตรียมดันวิทย์ให้เป็นยุทธศาสตร์หลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 02 กันยายน 2010
คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ฯ เตรียมผลักดันให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญมากขึ้นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 11 หลังจากที่ไม่เคยได้รับความสำคัญเลย พร้อมจัดแสดงผลงานวิจัยพร้อมลงจากหิ้งขึ้นสู่ห้างวันศุกร์ที่ 3 ก.ย.นี้ ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร

    นายพ้อง ชีวานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายในวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 31 ส.ค.53 ณ อาคารรัฐสภา 3 ว่า ทางคณะกรรมาธิการต้องช่วยกันผลักดันให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นยุทธศาสตร์หลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ซึ่งเป็นฉบับถัดไป หลังจากที่ไม่เคยได้รับความสำคัญเลย
       
       ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการเห็นว่าประเทศไทยยังชาติขาดอีกหลายที่จะสนับสนุนการวิจัย โดยปัญหาของประเทศไทยที่เป็นอยู่ตอนนี้คือในแต่ละปีการจับงบประมาณลงไปให้งานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังไม่เพียงพอ และงบประมาณแต่ละปีของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว นับว่าล้าหลังและอยู่ในอันดับท้ายๆ และตามดัชนีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประเทศไทย ปี 2551 นั้นไทยขาดดุลการค้าสินค้าเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2539-2548 ขาดดุลเฉลี่ยปีละ 70,000-80,000 ล้านบาท
       
       “นอกจากนั้นในปี 2550 ประเทศไทยขาดดุลชำระเงินทางเทคโนโลยี 132,689 ล้านบาท และขาดดุลค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ประมาณ 75,000 ล้านบาท อีกทั้งรายได้ของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและค่าบริการทางเทคโนโลยีที่เกิดจากธุรกิจและอุตสาหกรรมซึ่งมาจากการวิจัยและพัฒนาของเอกชนไทยนั้นยังมีสัดส่วนต่ำ” นายพ้องกล่าว
       
       จากปัญหาดังกล่าวทางคณะกรรมาธิการฯ จึงได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช.จัดงานสัมมนา “การส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: จากหิ้งสู่ห้าง” ขึ้นในวันที่ 3 ก.ย.53 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย คลองหนึ่ง ปทุมธานี โดยข้อเสนอที่ได้จากงานสัมมนาจะนำเสนอรัฐบาลเพื่อกำหนดเป็นนโยบายต่อไป
       
       พร้อมกันนี้ยังมีการเสนอผลงานวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ที่มีความพร้อมถ่ายทอดสู่เอกชน โดย รศ.ดร.สมชาย ฉัตรวัฒนา รักษาการผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวถึงผลงานของ สวทช.ว่าได้นำผลงานที่เคยถ่ายทอดให้เอกชนมานำเสนอ 10 รายการ เช่น เครื่องตรวจบัตรเครดิตปลอม จมูกอิเล็กทรอนิกส์สำหรับวัดกลิ่นผงซักฟอกสูตรต่างๆ หรือกลิ่นกาแฟ โลหะฝังในที่ใช้ในโครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติ และเอ็นไซม์หมักน้ำปลาให้ได้เร็วขึ้น เป็นต้น พร้อมกับผลงานอื่นๆ ที่พร้อมต่อยอดหรือต้องการความร่วมมือจากภาคเอกชนในการพัฒนาเพิ่ม
       
       “อยากให้ไปเห็นงานวิจัยที่ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ว่าเป็นอย่างไร” รศ.ดร.สมชายกล่าว
       
       ด้าน นายอนันต์ รุ่งพรทวีวัฒน์ รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจและการตลาด วว. กล่าวว่า เราพูดเรื่องจากหิ้งสู่ห้างมาได้ 7-8 ปีแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นคณะกรรมาธิการคงต้องระดมความคิดเพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ ทั้งนี้วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานของสังคมแต่ตอนนี้งบ 100 บาท รัฐบาลแบ่งให้วิทยาศาสตร์แค่สลึงเดียว เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นแล้วเขาให้วิทยาศาสตร์ถึง 3 บาท และในส่วนของ วว.ได้นำผลงานที่พร้อมต่อยอดสู่ภาคเอกชนหลายผลงานไปนำเสนอ เช่น ครีมเห็ดแครง ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยในวันเปิดตัวมีเอกชนถึง 6 รายมาขอซื้อใบอนุญาตใช้สิทธิบัตร เป็นต้น

 

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2553 

< Previous   Next >