Home arrow News arrow นายกฯ เปิดประชุม "งานวิจัยเอกซ์โป 2010" ระบุไทยขาดนักวิจัยอาชีพเพราะขาดแรงจูงใจ
นายกฯ เปิดประชุม "งานวิจัยเอกซ์โป 2010" ระบุไทยขาดนักวิจัยอาชีพเพราะขาดแรงจูงใจ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 27 สิงหาคม 2010

นายกฯเป็นประธานเปิดงานภาคการประชุม Thailand Reseach Expo 2010 แจงนักวิจัยอาชีพไทยมีไม่เกิน 4 คนต่อประชากรหมื่นคน เผยรัฐบาลพยายามสร้างแรงจูงใจ สังคยานาระบบการศึกษา และเพิ่มงบวิจัยขึ้นอีกเท่าตัว พร้อมหนุนเอกชนร่วมลงทุนวิจัยด้วย
  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน "การนำเสนผลงานวิจัยแห่งชาติ 2553" (Thailand Reseach Expo 2010) ภาคการประชุมวิชาการ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค.53 ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ พร้อมกันนี้ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "การวิจัยและการสร้างสรรค์เพื่อสังคมและเศรษฐกิจไทย"
       
       นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาตินั้นเป็นการนำผลงานและความก้าวหน้าด้านการวิจัยและพัฒนามาเผยแพร่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งการสร้างงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่นับเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
       
       "ปัจจุบันเราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ประชากร เศรษฐกิจ และการเมือง จึงจำเป็นต้องอาศัยปัญญาในการแก้ปัญหาและให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน การบูรณาการงานวิจัยจึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของสภาวิจัยแห่งชาติ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
       
       นายกรัฐมนตรีซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานสภาวิจัยแห่งชาติกล่าวด้วยว่าปัญหาสำคัญในการส่งเสริมการสร้างงานวิจัยของประเทศไทย อันดับแรกคือการส่งเสริมนักวิจัยอาชีพ ซึ่งจากข้อมูลในปี 2550 พบว่าประเทศไทยมีนักวิจัยอาชีพที่ทำงานเต็มเวลาประมาณ 21,392 คน หรือประมาณ 3.39 คน ต่อประชากร 10,000 คน
       
       นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เหตุที่ประเทศไทยมีนักวิจัยอาชีพค่อนข้างน้อยมากเนื่องจากขาดแรงจูงใจ ซึ่งรัฐบาลก็พยายามสนับสนุนด้านการศึกษา สร้างแรงจูงใจให้ และสังคยานาระบบบริหารจัดการและสถาบันการศึกษาให้ดีขึ้น เพื่อให้มีนักวิจัยอาชีพเพิ่มมากขึ้น และให้เกิดการสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ
       
       ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคืองบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศแม้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ในภาพรวมยังน้อยอยู่มากเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือประมาณ 0.21% GDP แต่อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีเป้าหมายและพยายามกำหนดนโยบายเพิ่มงบประมาณการลงทุนวิจัยให้เป็น 0.5% GDP ซึ่งการผลักดันให้มีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มมากขึ้นต้องอาศัยภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนวิจัยและพัฒนาด้วย โดยรัฐบาลได้สนับสนุนการเชื่อมโยงงานวิจัยระหว่างภาครัฐและเอกชนโดยการจัดทำฐานข้อมูลงานวิจัยเพื่อให้ประชาชนและทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเพื่อให้เกิดการต่อยอดและนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง
       
       นอกจากนั้น นายอภิสิทธิ์ยังได้เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ สภาวิทยาศาสตร์สำหรับประเทศกำลังพัฒนา (Academy of Science for the Developing World : TWAS) สาขาชีววิทยา (ชีววิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์) ประจำปี 2553 โดยผู้ที่ได้รับรางวัลในปีนี้คือ นพ.วิศิษฎ์ ทองบุญเกิด หัวหน้าหน่วยโปรตีโอมิกส์ทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมุ่งเน้นศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคนิคการวินิจฉัยและรักษาโรคด้วยโปรตีโอมิกส์
       
       ทั้งนี้ การนำเสนผลงานวิจัยแห่งชาติ 2553 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 ส.ค. 2553 ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ ซึ่งมีทั้งการประชุมวิชาการ งานแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยกว่า 500 เรื่อง จากทั่วประเทศในหลากหลายสาขา อาทิ บ้านพอเพียง นาโนซิลเวอร์เคลย์ หุ่นยนต์สื่อสารไร้สาย เสื้อกั๊กสมุนไพร อากาศยานไร้นักบินขนาดเล็ก เครื่องอ่านบัตรประชาชนเอนกประสงค์ ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพจากข้าวก่ำไทย เป็นต้น ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมนิทรรศการได้ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ทุกวันตลอดการจัดงาน

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 สิงหาคม 2553 
< Previous   Next >