Home arrow News arrow เคลียร์เรื่องโลน- เริม
เคลียร์เรื่องโลน- เริม Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 06 สิงหาคม 2010
  บทความโดย : อ.นพ.สุมนัส บุณยะรัตเวช ภ.ตจวิทยา
       
       เชื่อไหมว่า “โลน” และ “เริม” มีความเหมือนและต่างกันในสองโรคนี้ เป็นอย่างไร ติดตามครับ
       
       ที่ว่าเหมือน คือ ทั้งสองโรคนี้เกิดบริเวณอวัยวะเพศ หรือตำแหน่งใกล้เคียง และต่างก็เป็นโรคที่สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ แต่ถ้า “เริม” เกิดในตำแหน่งอื่น อาจไม่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็ได้
    แต่ที่ต่าง คือ “ตัวโลน” เกิดจากปรสิตภายนอกตัวเล็กๆ ที่ดูดเลือดจากผิวหนัง สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ตัวจะเล็กอ้วนกลมกว่าเหา มีก้ามดูคล้ายก้ามปู จึงมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า “crab louse” มักจะอาศัยบริเวณขนที่อวัยวะเพศ แต่อาจจะพบได้ที่อื่น เช่น บริเวณขนตา ขนคิ้ว เป็นต้น ส่วน “เริม” เกิดจากเชื้อไวรัสตัวเล็กไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าที่ชื่อ “herpes” แต่สามารถเห็นผลของไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคบริเวณผิวหนังได้
       
       รู้ได้อย่างไรว่าเป็น “โลน” หรือ “เริม”
        
       
       - โรคโลน จะมีอาการคัน โดยตัวโลนมักจะสร้างความรำคาญมากกว่าก่อโรคร้ายแรง ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นเจ้าตัวโลนไต่ช้าๆ ด้วยตาเปล่า
       
       - โรคเริม จะมีลักษณะที่สำคัญ คือ มีกลุ่มตุ่มน้ำใสขนาดเล็กๆ หลายตุ่มรวมกัน อาจแตกออกเป็นแผลตื้นๆ เจ็บแสบ หรือกลายเป็นตุ่มหนอง เริม พบบ่อยที่บริเวณริมฝีปาก และ อวัยวะเพศ หรืออาจพบได้ที่ก้นกบ หรือแผ่นหลังส่วนล่าง นิ้วมือ หรือที่บริเวณศีรษะทารกแรกเกิด ซึ่งคลอดออกจากช่องคลอดของมารดาที่เป็นเริมอยู่ที่อวัยวะเพศ

ตัวโลน
       รักษาอย่างไร
       
       โรคโลน วิธีง่ายที่สุดในการกำจัดโลน โดยโกนขนที่บริเวณนั้นออกให้หมด และทำความสะอาดด้วยยากำจัดโลน หรือเหา นอกจากนี้ ยังควรระวังเรื่องการแพร่กระจายไปยังบุคคลใกล้เคียงด้วย
       
       โรคเริม เป็นโรคที่ไม่หายขาด ผู้ป่วยอาจเป็นๆ หายๆ หลายครั้ง การรักษาเป็นไปแบบประคับประคอง แต่ในกรณีที่รุนแรงหรือเป็นมาก อาจใช้ยาต้านไวรัสเริม ซึ่งควรจะมาพบแพทย์ โดยเฉพาะในรายที่เป็นโรคเริมซ้ำๆ บ่อยครั้ง
       
       วิธีแก้ไขถ้าเป็นบ่อย
       
       ควรมาพบแพทย์ ถ้ามีโลนเป็นซ้ำบ่อยมาก ควรต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการมีคู่นอนหลายคน ควรต้องพิจารณาถึงการรักษาคู่นอนร่วมไปด้วยตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้ติดต่อกลับซ้ำกันไปๆ มาๆ ส่วนเริมถ้าเป็นบ่อยมากๆ แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อรับยากดอาการไม่ให้กำเริบอีก และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การพักผ่อนน้อย ความเครียด ฯลฯ
       
       ทำอย่างไรไม่เป็นโลน-เริม
       1.ดูแลสุขอนามัย โดยระวังการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคทั้งสองนี้ โดยเฉพาะสำหรับโรคเริมผิวหนังที่มีรอยแกะเกาขีดข่วน สามารถติดต่อจากตุ่มน้ำของผู้ป่วยได้ง่ายกว่าผิวหนังที่ปกติ
       2.ระวังการมีเพศสัมพันธ์ โดยหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่เป็นโรคโลน ทั้งนี้ โรคโลนสามารถติดต่อได้แม้ใส่ถุงยางอนามัย ฉะนั้น จึงยังไม่ปลอดภัยหากมีเพศสัมพันธ์
       3.หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ ร่วมกับผู้ที่ป่วยเป็นทั้งโรคโลนและเริม โดยเฉพาะสิ่งของที่ต้องมีการสัมผัสกับผิวหนัง เช่น ผ้าเช็ดตัว ชุดชั้นใน หรือสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ
       
       ถ้าเข้าข่ายทั้งสองโรคนี้ ผู้ป่วยอาจเป็นๆ หายๆ การวินิจฉัยแต่แรกเริ่มควบคู่ไปกับการที่ผู้ป่วยดูแลสุขอนามัยของตนเอง และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็จะหายวันหายคืน
       
ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 สิงหาคม 2553 
< Previous   Next >