Home arrow News arrow มหิดลเปิดแล็บผลิตสเต็มเซลล์มาตรฐานสากลพร้อมวิจัยรักษาในคนไข้
มหิดลเปิดแล็บผลิตสเต็มเซลล์มาตรฐานสากลพร้อมวิจัยรักษาในคนไข้ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 02 สิงหาคม 2010
       นักวิจัยมหิดลตั้งแล็บปลอดเชื้อพัฒนาการผลิตสเต็มเซลล์ให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมทำวิจัยใช้รักษาผู้ป่วยระดับคลินิกทั้งโรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคสมองและระบบประสาท เตรียมยื่นขออนุญาตแพทยสภาเป็นรายแรก คาดอีก 1 ปี รู้ผลว่ารักษาโรคใดได้ แต่ต้องติดตามผู้ป่วยต่อไปในระยะยาวต่อไป

       ในการสัมมนาวิชาการมหิดล สเต็มเซลล์ คลับ ครั้งที่ 1 (The First of Mahidol Stem Cell Club Mini Symposium) เมื่อวันที่ 30 ก.ค.53 ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี หัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนา ศาลายาสเต็มเซลล์ (Salaya Stem Cell R&D Project) สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล (Institute of Molecular Biosciences) มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังพัฒนาการผลิตสเต็มเซลล์ให้ได้มาตรฐานสากลเพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยและใช้รักษาผู้ป่วยในอนาคต
      
       "การศึกษาวิจัยใช้สเต็มเซลล์รักษาผู้ป่วยในระดับคลินิก ต้องใช้สเต็มเซลล์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเหมือนกับยา เพราะเรานำไปใช้รักษาผู้ป่วยเหมือนยา ซึ่งในต่างประเทศมีการทำมาตรฐานสเต็มเซลล์แล้ว แต่ของไทยยังไม่มี เราจึงได้ตั้งห้องแล็บสำหรับผลิตสเต็มเซลล์โดยเฉพาะ ซึ่งใช้วิธีการผลิตแบบเดิมที่เคยทำกันมา เพียงแต่ปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น ทำให้ปลอดเชื้อ และควบคุมไม่พันธุกรรมของสเต็มเซลล์ผันแปรไป" รศ.ดร.นัยพินิจ เผยต่อทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์
      
       นักวิจัยทดสอบในสัตว์ทดลองแล้วพบว่าสเต็มเซลล์ที่ผลิตได้จากห้องแล็บปลอดภัยและมีคุณภาพ โดยในขั้นต่อไปจะร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ทำการทดสอบความปลอดภัยของสเต็มเซลล์ระดับคลินิกในคนไข้ที่ไม่มีทางเลือก หลังจากนั้นจะทดสอบประสิทธิภาพในการรักษาของสเต็มเซลล์ในคนไข้โรคหลอดเลือดที่ต้องตัดขา โดยใช้สเต็มเซลล์จากเลือดของผู้ป่วยนำมาเพาะเลี้ยงและเพิ่มจำนวนในห้องแล็บ ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 2-3 เดือน จะได้สเต็มเซลล์สำหรับการวิจัย
      
       ขณะนี้นักวิจัยกำลังดำเนินการขอนุญาตคณะกรรมการจริยธรรมของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และเตรียมขออนุญาตคณะกรรมการวิชาการและจริยธรรมการทำวิจัยในคนด้านเซลล์ต้นกำเนิดของแพทยสภา นอกจากนั้นยังจะศึกษาวิจัยระดับคลินิกในคนไข้โรคหัวใจและโรคระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง โดยร่วมกับโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญในโรคดังกล่าวด้วย ซึ่งโรคหลอดเลือดและโรคหัวใจเคยมีรายงานการวิจัยที่รักษาด้วยสเต็มเซลล์ได้ผลมาแล้ว
      
       "หลังจากทดสอบในคนไข้แล้วเราต้องบอกได้ว่าสเต็มเซลล์ที่ฉีดให้คนไข้นั้นไปอยู่บริเวณไหนในร่างกาย เซลล์ทำงานปกติหรือไม่ เป็นอันตรายต่อคนไข้หรือไม่ ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 6 เดือน เราน่าจะได้สเต็มเซลล์ที่มีมาตรฐานสากลเพื่อใช้ในการวิจัยระดับคลินิก และอีกประมาณ 1 ปี น่าจะได้ข้อมูลว่าสเต็มเซลล์เหล่านี้ใช้รักษาโรคใดได้บ้าง หลังจากนั้นเรายังต้องติดตามคนไข้ต่อไปอีก 4-5 ปี เพื่อเก็บข้อมูลว่าคนไข้ที่รักษาด้วยสเต็มเซลล์มีอายุยืนยาวขึ้นและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่ากว่าการรักษาด้วยวิธีปกติหรือไม่" หัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนา ศาลายาสเต็มเซลล์ เผยแนวทางการวิจัย
      
       ทั้งนี้ ทีมวิจัยจากโครงการวิจัยและพัฒนา ศาลายาสเต็มเซลล์ อาจเป็นรายแรกที่ยื่นขออนุญาตการทำวิจัยจากคณะกรรมการวิชาการและจริยธรรมการทำวิจัยในคนด้านเซลล์ต้นกำเนิดของแพทยสภา ภายหลังที่แพทยสภาได้ออกประกาศข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมว่าด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อการรักษาพ.ศ. 2552 ลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ม.ค.53 และมีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 11 พ.ค.53 ซึ่ง รศ.ดร.นัยพินิจ ให้ความเห็นว่าข้อการมีข้อบังคับดังกล่าวควบคุมการใช้สเต็มเซลล์ในการศึกษาวิจัยและการรักษานับเป็นผลดี เพราะช่วยคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนผู้ใช้บริการ และยังควบคุมการใช้สเต็มเซลล์โดยอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงตามคลินิกหรือในโรงพยาบาลบางแห่ง
      
       อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.นัยพินิจ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าการสนับสนุนทุนวิจัยในด้านสเต็มเซลล์ของประเทศไทยยังน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่เป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในการวิจัยด้านสเต็มเซลล์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นงบประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สิงค์โปร์ (ประมาณ 12,000 ล้านบาท) ส่วนโครงการวิจัยและพัฒนา ศาลายาสเต็มเซลล์นั้นได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรการกุศลแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ที่เห็นความสำคัญของงานวิจัยสเต็มเซลล์เป็นจำนวน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 320 ล้านบาท)
      
       "การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ในหลายประเทศก้าวหน้าไปมาก แต่มีค่าใช้จ่ายสูงมากเช่นกัน หากไทยเราสามารถผลิตสเต็มเซลล์ที่ได้มาตรฐานสากล และมีผลวิจัยยืนยันประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยรักษาผู้ป่วยในประเทศได้แล้ว ยังสามารถดึงให้ชาวต่างชาติเข้ามารักษาในไทยด้วยเพราะค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ามาก" รศ.ดร.นัยพินิจ กล่าว

 

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 สิงหาคม 2553 

< Previous   Next >