Home arrow News arrow หมอ 5 บาท กับวลีกาวใจ 'หมอกับคนไข้ไม่ใช่ศัตรูกัน'
หมอ 5 บาท กับวลีกาวใจ 'หมอกับคนไข้ไม่ใช่ศัตรูกัน' Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อาทิตย์, 01 สิงหาคม 2010

ที่มา  ไทยรัฐออนไลน์
โดย ทีมข่าวไลฟ์สไตล์
31 กรกฎาคม 2553, 06:00 น.

ภายหลัง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เมื่อวันที่ 7 เม.ย.53 ร่างกฏหมายนี้มี 50 มาตรา โดยสาระสำคัญ มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อประเมินให้เงินชดเชยคนไข้ที่ได้รับความเสียหาย และผู้เสียหายมีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น

และเงินชดเชยจากกองทุนตามร่างพ.ร.บ.นี้ โดยไม่พิสูจน์ความรับผิด คนไข้ต้องยื่นเรื่องภายใน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี คนไข้สามารถฟ้องคดีอาญาได้ แม้จะได้รับเงินชดเชยแล้ว สถานพยาบาลทุกแห่งต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ เพื่อเตรียมเงินไว้จ่ายชดเชย นอกจากนี้ผู้ฝ่าฝืนยังมีโทษทั้งจำและปรับ เป็นต้น ซึ่งผ่านมติครม.แล้ว กำลังรอเข้าพิจารณาในรัฐสภาสมัยหน้า

ส่งผลให้ความขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่าย ปะทุชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายคนนึกไม่ออกเลยว่า ระหว่างหมอที่เคยเป็นผู้ให้ กับคนไข้ที่เคยเหมือนญาติในครอบครัวมาถึงจุดแตกหักได้อย่างไร

ไทยรัฐ ออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับหมอใจดีขวัญใจมหาชนที่มีคนรัก (และเป็นหมอที่รักคนไข้) มากที่สุดคนหนึ่ง เจ้าของฉายาหมอ 5 บาท รศ.นพ.สภา ลิมพาณิชย์การ ที่เคยได้รับพระราชทานรางวัล น้ำใจงาม ด้านการสงเคราะห์และพัฒนาคุณภาพชีวิต ประจำปี พ.ศ.2547 จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ นอกจากจะมาพูดถึงประเด็นร้อนแล้ว จะทำอย่างไรให้ทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเคยเป็นคนกันเองกลับมาเป็นเหมือนเดิม

Q : อาจารย์หมอติดตามข่าวสารเรื่องพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขบ้างไหม

A : ติดตามตลอดครับ เพราะว่าตอนนี้ผมไม่ค่อยสบาย อายุ 87 ปีแล้ว ร่างกายก็ไม่ดีเหมือนเดิม นี่ก็ยังใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่ ไม่ได้ไปคลินิกนานแล้ว นี่ก็คือว่าถ้าดีขึ้น อีกหน่อยก็จะขับรถไป เพราะคนมาบอกว่ามีคนมาถามหาเยอะ

Q : อาจารย์หมอมองเห็นอะไรบ้างในหน้าสื่อเรื่องเกี่ยวกับพ.ร.บ.ตัวนี้

A : ในมุมของอาจารย์หมอ ผมเห็นว่ามีความขัดแย้งด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่ไม่เห็นด้วย แต่ถามว่าเห็นด้วยไหม มันก็มีทั้ง 2 มุม ซึ่งก็แล้วแต่ใครจะมอง เพราะมันมีเหตุผลอธิบายได้เหมือนกัน

Q : คนที่ประท้วงไม่เห็นด้วยกับพ.ร.บ.ตัวนี้ บอกว่า ถ้าพ.ร.บ.ออกมาจะเป็นการกดขี่หมอ ถึงขนาดแต่งดำ เผากระดาษประท้วง

A : ผมว่าก็ไม่เชิงอย่างนั้นนะ คือพูดกันความเป็นจริง ถ้าเผื่อหมอทำไม่ดีเอง หมอก็ต้องยอมรับผิด แต่ถ้าเผื่อเป็นอุบัติเหตุ หมอก็ต้องอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจ ชาวบ้านก็ต้องรับฟัง ไม่ใช่ใช้ความสุดโต่งด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

Q : หลายคนสังสัยว่า วันนี้หมอกับคนไข้ ซึ่งสมัยก่อนเคยเป็นเสมือนญาติพี่น้องกันมาตลอดทั้ง 2 ฝ่าย เดินทางมาถึงจุดตอบโต้กัน ชนิดตาต่อตาฟันต่อฟันได้อย่างไร เห็นคุณหมอบอกว่าไม่เคยทะเลาะกับคนไข้เลยในชีวิตการทำงาน

A : ผมทำงานมาเกือบ 60 ปี ไม่เคยทะเลาะกับคนไข้เลย เพราะผมเห็นเขาเป็นเหมือนญาติ พี่-ป้า-น้า-อา ลูกๆ หลานๆ บางคนเรียกผมว่าพ่อบ้าง คุณหมอใจดีบ้าง เพราะพวกเขารู้สึกผูกพันกับเรา บางคนมารักษากับผมตั้งแต่เด็กๆ จนถึงวันนี้ก็โตมีลูก ก็เอามารักษากับเรา ปรัชญาในการทำงานของผมก็คือเราต้องดีกับเขา เวลาพวกเขาให้เกียรติมารักษากับเรา ผมจะไม่เลี้ยงไข้และจะไม่ปล่อยให้เขาหนัก ถ้าตรวจแล้วเห็นว่าเขาสมควรส่งโรงพยาบาล ก็ต้องรีบส่งเลย

Q : กำลังจะบอกว่าที่วันนี้ 2 ฝ่ายขัดแย้งกัน เพราะต่างฝ่ายก็คิดว่าจะเอาชนะจากอีกฝ่ายท่าเดียว ไม่มีใครอยากเสียเปรียบ

A : ใช่...เพราะวันนี้ความรู้สึกแบบคนในครอบครัวหายไป หมอคนอื่นผมไม่รู้ แต่สำหรับผม ความสัมพันธ์ของผมกับคนไข้ดีมาตลอด ไม่เคยทะเลาะกันสักครั้งเดียว อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเราก็ต้องยอมรับว่า ข้อผิดพลาดของหมอมันเยอะ

Q : พอจะแนะนำวิธีการปรับจูนให้ทั้ง 2 ฝ่ายกลับมาเป็นคนกันเอง ถ้อยทีถ้อยอาศัยเหมือนเดิมได้ไหม

A : มันอยู่ที่การติดต่อกับคนไข้ คือสำหรับผม ถ้าคุณเป็นหมอ ต้องมีใจเป็นธรรม ที่สำคัญเป็นหมอต้องใจดี ส่วนคนไข้ก็ต้องรู้ว่า ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยอะไรไป ต้องเข้าใจว่าหมอช่วยเต็มที่แล้ว หมอก็ต้องอธิบายว่าทำเต็มที่อย่างไร

Q : สภาพที่เกิดแบบวันนี้ กล่าวคือพร้อมจะแตกหัก อาจารย์หมอคิดว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แล้วเกิดขึ้นมาจากอะไร

A : ประมาณ 20-30 ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าพอโลกมันเปลี่ยนไป โรงพยาบาลเอกชนก็เริ่มเกิดมากขึ้น ค่ารักษาเริ่มแพงมากขึ้น สังคมก็เริ่มเปลี่ยนไป เน้นทุนนิยมมากขึ้น แต่จริงๆ จะไปว่าเขารีดนาทาเร้นค่ารักษาก็ไม่ได้ เพราะว่ากว่าโรงพยาบาลเอกชนเกิด แต่ละแห่งมันต้องใช้เงินมโหฬาร ซึ่งจะให้เก็บค่ารักษาเหมือนกับโรงพยาบายรัฐ มันก็เจ๊ง ไหนจะเรื่องเขาจ้างเงินเดือนหมอ เริ่มต้นเดือนละ 1 แสน ผิดกับหมอรุ่นผมที่เริ่มต้น 1,400 บาทเท่านั้น (ปัจจุบันเกษียณและได้เดือนละ 24,000 บาทเท่านั้น)

แต่เดี๋ยวนี้หมอเงินเดือนสูงกันหมด แต่ผมไม่สนใจเงิน หรืออย่างคนไข้บางคน ก็เอาคนไข้มาขู่หมอโดยตั้งใจ คือแกล้งจะเอาเงิน บอกว่ารักษาผิด ทั้งที่เป็นความผิดหมอทั้งหมดก็มี ซึ่งเงินมีบทบาทเยอะ ทำให้ระยะห่างของหมอกับคนไข้เปลี่ยนไป และยิ่งหยั่งรากฝังลึก

Q : มีทางออกวิธีไหนที่พวกเขาจะทำความเข้าใจกันและกัน

A: ยากมากๆ ทางออกต้องเปิดอกคุยกัน อยู่ที่การพูดจาทุกๆ ฝ่าย ต้องไม่มองอีกฝ่ายว่าเป็นศัตรู ทุกวันนี้ผมไม่เคยมองคนไข้ว่าเป็นศัตรู ซึ่งคนไข้ก็ต้องเข้าใจว่าที่หมอเขาวินิจฉัยโรคผิดเยอะ เพราะว่าปัจจุบันโรคมันเยอะมากๆ หลายอย่างที่มันซับซ้อน คนไข้ก็ต้องเห็นใจหมอ หมอก็ต้องเต็มที่ ซึ่งหากผิดพลาดอะไรไปตรงไหนก็ต้องสื่อสารออกไปและหาทางเยียวยาพวกเขา ไม่ใช่อยู่เฉยๆ วันนี้ความรู้สึกของผมกับคนไข้ก็ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนไป คนไข้ก็ยังเป็นลูกเป็นหลาน เขาก็ยังนับถือผมเหมือนเดิม

สิ่งที่ผมอยากจะย้ำ ทางออกที่ดีที่สุดก็คือหมอกับคนไข้ต้องนับถือและเชื่อใจซึ่งกันและกัน ทั้ง 2 ฝ่ายต้องไม่มองว่ามันเป็นธุรกิจ ที่ผมทำงานตรงนี้ผมก็ขาดทุนทุกวันนะ แต่ผมคิดว่าผมทำเพื่อช่วยคนไข้ แต่น่าเสียดายที่ผมไม่สบาย ไม่สามารถไปรักษาเขาได้ เพราะยังใส่เครื่องหายใจอยู่เลย 

Q : นิยามคนไข้ สำหรับอาจารย์หมอคืออะไร

A : พ่อ แม่ พี่ น้อง คือคนในครอบครัวที่มาจากหลายๆ ที่ แต่มาหาเราเพราะต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งเราก็ต้องช่วยเหลือเขาด้วยหัวใจ

Q : และนิยามสำหรับความเป็นหมอล่ะ

A : สำหรับตัวผมแล้วไม่มีครับ แต่ถ้าเป็นอาชีพนี้ ผมว่าน่าจะเป็น “ผู้ให้ส่วนรวม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน”

อย่างไรก็ดี แม้โลกทุนนิยมจะเข้ามาครอบงำสังคมไทยมากมายสักแค่ไหน และแม้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะยังขัดแย้งกันหนักสักเท่าไหร่ สิ่งหนึ่งก็ยังเชื่อว่าหมอกับคนไข้ไม่ใช่ศัตรูกัน

< Previous   Next >