Home arrow News arrow เล่ห์ร้ายบริษัทยาปมกังขาทามิฟลู
เล่ห์ร้ายบริษัทยาปมกังขาทามิฟลู Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 22 กรกฎาคม 2010

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 

Image

เบื้องลึก...เบื้องหลัง ยาTamiflu (Oseltamivir) ดีจริงหรือ? เป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

พญ.อภิญญ์เพ็ญ สาระยา ร่วมกับ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า...

ยาโอเซลทามิเวียร์...ทามิฟลู Oseltamivir (Tamiflu) รวมทั้ง ยาซานามิเวียร์ Zanamivir (Relenza) ถูกยกเป็นยาวิเศษในการป้องกันรวมถึงรักษาไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล, ไข้หวัดนก H5N1, ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (H1N1)

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้นานาประเทศ...เก็บสะสมสำรองยานี้ตั้งแต่ปี 2004 รับมือกับการระบาดครั้งใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเกิดไข้หวัดใหญ่ 2009 ทั่วโลก

ประเทศไทย เองก็มีการสำรอง...สั่งจ่ายยาให้ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น...ระดับโรงพยาบาล คลินิก จนเกิดการจ่ายยาเกินจริงทั้งที่ผู้ป่วยมีอาการไม่มาก และไม่ได้เกิดจากไข้หวัดใหญ่ด้วยซ้ำ...เป็นไปตามนโยบายประชานิยมของนักการเมือง

ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งถึงกับขายยาทามิฟลู เม็ดละ 400 บาท...ให้ประชาชนซื้อเก็บไว้

ความแตก...เมื่อมีการตีพิมพ์บทความการ ศึกษาโดยวารสารการแพทย์ของอังกฤษ (British Medical Journal-BMJ) ในเดือนธันวาคม 2009

 

เปิดโปงและตั้งข้อสงสัยว่า...ที่มาของการกล่าว สรรพคุณ มีหลักฐานจริงหรือไม่ โดยไม่พบว่ามีหลักฐานที่ชัดเจน ที่สามารถยืนยันถึงประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในการป้องกัน รักษาผลแทรกซ้อนรุนแรงของไข้หวัดใหญ่ในคนปกติ

หลักฐานที่อ้างและ ขานรับตามกันโดย WHO และศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐฯ (CDC) ก็มาจากกลุ่มนักวิจัยที่มีผลประโยชน์กับบริษัทยา...

อีกทั้งผู้ เชี่ยวชาญเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นกรรมการ WHO ในการให้ความเห็นซึ่งนำมาสู่การยกระดับการระบาดไข้หวัดใหญ่ให้เป็นระดับ 6 คือ...โรครุนแรงลุกลามทั่วโลก
ทั้งยังออกข้อแนะนำให้เกิดมีการสำรองยา ต้านไวรัสในนานาประเทศ

บทความนี้แปลรวบรวมและอ้างอิงจากวารสาร BMJ ฉบับเดือนธันวาคม 2009 (volume 339) ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2010 เบื้องหลังการเตรียมความพร้อมในการรับมือไข้หวัดใหญ่ลามโลก (pandemic flu) ของ WHO ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 1999

โดยเอกสารของ WHO ที่จัดทำโดยคณะทำงานทางวิทยาศาสตร์ของยุโรป (ESWI) ซึ่งก็ได้รับเงินสนับสนุนทั้งหมดจากบริษัท Roche และบริษัทผลิตยาอื่นๆ บุคคลอื่นๆ เช่น R.Snacken และ D.Lavanchy

Dr.Snacken ในขณะนั้นทำงานให้กับกระทรวงสาธารณสุขเบลเยียมก็เขียนบทความส่งเสริมการขาย ให้บริษัท Roche และ Dr.Lavanchy ขณะที่เป็นเจ้าหน้าที่ WHO ในฝ่ายของโรคติดต่อจากไวรัส ก็ร่วมในการประชุมที่ Roche เป็นสปอนเซอร์ปี 1998

คณะทำงานยังมี Prof.Karl Nicholson (อังกฤษ) และ Prof.Albert Osterhaus (เนเธอร์แลนด์) ซึ่งสนับสนุนการขายของ Roche ดังปรากฏในเอกสารระหว่างปี 1998-2000...ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 คนเป็นผู้มีบทบาทอย่างสูงในการศึกษาประสิทธิภาพของยาโอเซลทามิเวียร์ จนได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Lancet ในปี 2000

โดยที่การศึกษานี้ บริษัท Roche เป็นสปอนเซอร์ และบทความชิ้นนี้ถูกใช้เป็นหลักฐานสำคัญที่สนับสนุนประสิทธิภาพ

อิทธิพล ของคณะทำงานทางวิทยาศาสตร์ของยุโรป (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยาทั้งหมด)...ยังมีผลต่อเนื่องมาอีก 10 ปีในการล็อบบี้ต่อ WHO สถาบัน Robert Koch และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของยุโรป ดังที่ปรากฏในเอกสารนโยบายปี 2009 การเตรียมตัวรับสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ลามโลก

Prof.Osterhaus เองก็ยืนยันว่าคณะทำงานทางวิทยาศาสตร์ยุโรป มีสายสัมพันธ์กับรัฐสภาของยุโรปและนักการเมือง เอกสารที่จัดทำนี้สำหรับแผนปี 2006-2009 กล่าวชัดเจนถึงการให้มีการผลักดันให้รัฐบาลนานาประเทศมีการผลิตวัคซีนและ ยา...

รวมทั้งสำรองยาต้านไวรัสในประเทศ (stockpiling)

โดยย้ำ ว่าวัคซีนและยาเหล่านี้มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งสนับสนุนให้มีการจับมือกับบริษัทยา ในการเตรียมวัคซีนและยาต้านไวรัส

และ ในเอกสารของ Roche เอง...มีแผนที่จะยกระดับให้บริษัทกลายเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการร่วม กับองค์กรที่น่าเชื่อถืออื่นๆ

ความสัมพันธ์ล้ำลึกของนักวิทยาศาสตร์ ชั้นนำในการร่วมสนับสนุนการขายกับบริษัทยา และยังเป็นผู้ออกนโยบายในระดับของ WHO ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง...จากการประเมินขององค์กร Health Action International และ Institute of Medicine การสนับสนุนการขายเช่นนี้...ไม่ใช่เจาะจงเฉพาะต่อการรับมือกับไข้หวัดใหญ่ ลามโลก เช่น หวัดใหญ่ 2009 เท่านั้น

แต่...เป็นการสร้างแรงผลักดัน ให้มีการใช้สำหรับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (seasonal influenza) อีกด้วย

รวบรัด ตัดความที่จะกล่าวถึงรายละเอียดปลีกย่อย...ข้อกังขาในประสิทธิภาพสรรพคุณยา แม้ว่าบริษัทยาผู้ผลิตจะให้ข้อมูลมาบ้าง แต่ในทางวิชาการก็ไม่สามารถใช้วิเคราะห์ประสิทธิภาพของยาทามิฟลูได้

นอกจาก นี้ คณะผู้ติดตามคลี่ปมสำคัญยังพบสิ่งไม่ปกติในกลุ่มประชากรวิจัยของการศึกษา ทั้ง 10 รายการ โดยพบว่า...ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยคือกลุ่มคนที่มี "อาการของไข้หวัดใหญ่" ได้แก่ มีอาการเจ็บคอหรือไอ ร่วมกับมีไข้หรืออ่อนเพลีย โดยไม่ได้ตรวจยืนยันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์แต่อย่าง ใด

ทั้งนี้ทั้งนั้น มีการใช้งานวิจัยอ้างโดยสรุปแบบรวบรัดด้วยว่า มีผู้ป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อ influenza สูงถึง 68 เปอร์เซ็นต์

ชัดเจน ว่า...ขัดแย้งกับข้อมูลของทางการสหรัฐฯในการติดตามการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ (United States virological surveillance) ที่พบว่า...

แม้จะเป็นฤดู ระบาดของไข้หวัดใหญ่  สัดส่วนผู้ป่วยที่พบว่าเกิดจากเชื้อ  influenza  จริงมีเพียง  2535%  เท่านั้น...ทำให้การอนุมานถึงประโยชน์ของยาทามิฟลูอาจคลาดเคลื่อน และไม่สามารถนำมาใช้ได้

น่าสนใจที่ว่า บริษัทผู้ผลิตยายังได้เคยออกมาแถลงว่า ทามิฟลู (Tamiflu) ไม่สามารถลดอาการและภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่ที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัส influenza
เท่ากับว่า...ประโยชน์ของการใช้ทามิฟลูอาจไม่แตกต่างจากยา พาราเซตามอลหรือยาในกลุ่มยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) ก็เป็นได้

การจะยืนยันว่ามีประสิทธิภาพจริง ต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไปจึงจะเป็นที่เชื่อถือได้

กระนั้น...ความ เชื่อตามรายงานวิเคราะห์อนุมานที่ผ่านมาก็ทำให้กองควบคุม โรคของสหรัฐฯ (CDC) ออกแถลงการณ์ว่า...การให้ยาทามิฟลูแก่ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะลดอัตราการเกิด ปอดบวม และจำนวนวันที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

มีการใช้จ่ายเงิน หลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อผลิตและเก็บสำรองยา พร้อมกับการยกฐานะของทามิฟลูขึ้นเป็นยาจำเป็นทางสาธารณสุขของชาติ

นี่ คือตัวอย่างให้เห็นว่า ก่อนที่จะรับรองยาใดๆเป็นยาจำเป็นของชาติ ซึ่ง ทำให้รัฐบาลในแต่ละประเทศต้องทุ่มเทงบประมาณมากมายมหาศาลในการจัดหา ควรที่จะมีการศึกษาวิจัยอย่างละเอียด  อย่าเชื่อถือรายงานของการศึกษาใดการศึกษาหนึ่งมากเกินไป

ประเด็น สำคัญ อย่าลืม...ตรวจสอบความไม่เที่ยงตรง ผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงข้อมูลดิบในการทดลอง  แต่ละการทดลองต้องเข้าถึงได้

หลังจาก ที่มีการเปิดโปงกระบวนการที่ไม่ชอบมาพากลในการยกระดับยาต้านไวรัสเป็นยา สำคัญระดับโลก...ได้มีรายงานจากประเทศเม็กซิโก สหรัฐฯ รวมทั้งไทยว่า...ทามิฟลูสามารถช่วยลดการเกิดปอดบวม อัตราการเสียชีวิตจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้

แต่เป็นการรายงาน จากการสังเกตรวบรวมข้อมูล โดยตั้งข้อกำหนดอยู่แล้วว่า...ยาต้านไวรัสมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันยัง ไม่มีคำอธิบายได้ว่าทำไม?  คนบางคนที่ไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงกลับเกิดอาการรุนแรงแล้วเสียชีวิต กลไกการทำลายปอดเกิดจากกระบวนการของไวรัสอย่างเดียวหรือมีบทบาทของการอักเสบ ที่เกินเลยขอบเขต ฯลฯ

ข้อสรุปของประโยชน์ของยา ไม่ได้รวมวิเคราะห์ถึงผู้ป่วยอีกเป็นจำนวนมากที่มีอาการหนักไม่ได้รับยาแต่ ก็ไม่เกิดอาการปอดบวมแทรกซ้อน และอีกเป็นจำนวนมากที่แม้มีปอดบวมแต่ก็รอดชีวิต แม้จะไม่ได้รับยาหรือได้รับเมื่อมีอาการไปแล้วหลายวัน

ล่าสุดองค์การ อนามัยโลก (WHO) ได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบในเรื่องนี้แล้ว...เบื้องลึก เบื้องหลัง ยาทามิฟลูดีจริงหรือ? ถ้าไม่ดีจริง ก็หมายความว่านี่คือการสร้างธุรกิจขนาดใหญ่บนชีวิตมนุษย์ทั้งโลก.

< Previous   Next >