Home
ไทยประกันชีวิต
โรคไข้สมองอักเสบ Print E-mail
User Rating: / 3
PoorBest 
Post by ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา   
อังคาร, 19 ธันวาคม 2006

โรคไข้สมองอักเสบ  PDF Download

ศ.นพ.ธีระวัฒน์  เหมะจุฑา   
ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง
คณะแพทยศาสตร์   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



    เมื่อพูดถึงโรคไข้สมองอักเสบ หลายคนคงจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว และมีวัคซีนป้องกันแล้ว รวมทั้งมักจะเกิดเฉพาะในเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาทางภาคเหนือเท่านั้น ความเชื่อดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมาก กล่าวคือ
1.    วัคซีนที่ใช้ป้องกันไข้สมองอักเสบที่เกิดจากไวรัสในประเทศไทยจะมีผลต่อไวรัส JE (Japanese encephalitis virus)  เท่านั้น ไม่ได้มีผลป้องกันไวรัสอื่นๆแม้จะอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ JE ก็ตาม เช่น ไวรัสไข้เลือดออก หรือไวรัสอื่นๆอีกมากมายรวมทั้ง West Nile virus ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดในประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากที่เกิดระบาดในประเทศอเมริกาที่กรุง New York ครั้งแรกในปี 2542 และกระจายไปทั่วประเทศภายในระยะ 2-3 ปีต่อมา และยังคงเป็นปัญหาในสหรัฐอยู่ในขณะนี้  ทั้งนี้โดยที่ยุงซึ่งเป็นพาหะนำโรคไวรัส West Nile ในสหรัฐก็เป็นยุงชนิดเดียวกับที่มีในประเทศไทย ในปี 2542 ในสหรัฐมีผู้เสียชีวิต 7 ใน 62 ราย  2 ใน 21 ราย (ปี 2543) 9 ใน 66 ราย (ปี 2544) 284 ใน 4,156 (ปี 2545) 264 ใน 9,862 ราย (ปี 2546) 100 ใน 2,539 (ปี 2547) 97 ใน 273 (ปี 2548) และ เสียชีวิต 19 ใน 581 ราย ในปี 2549 (จนถึงวันที่ 22 สิงหาคม)
2.    ไข้สมองอักเสบ JE ไม่ได้เกิดเฉพาะในเด็กต่ำกว่าอายุ 14 เท่านั้น  แต่ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ระบาดต่างถูกยุงที่มีเชื้อกัดตั้งแต่เด็กเป็นต้นมา และต่างก็ค่อยๆพัฒนาภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ทั้งนี้ในเด็กที่ได้รับเชื้อจากยุงกัดจะมีอาการเพียง 1 ราย ใน 250-1,000 ราย เท่านั้น โดยที่ในจำนวนที่มีอาการจะเกิดสมองหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาการคล้ายโรคพาร์กินสันและแขน ขาอัมพาตประมาณ 70% และมีโอกาสเสียชีวิต 20-30% ส่วนเด็กที่รอดชีวิต ไม่ต่ำกว่า 50-60% จะมีความพิการทางสมองหลงเหลือ ดังนั้นในพื้นที่ระบาดชุกชุม คนที่มีอายุมากขึ้นที่มีภูมิแล้วก็จะไม่เกิดอาการแม้ว่าได้เชื้อซ้ำ แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับเชื้อมาก่อน และไม่เคยได้รับวัคซีนหรืออยู่ในพื้นที่ไม่ระบาดและเดินทางเข้าไปในพื้นที่นั้น เมื่อได้รับเชื้อจากยุงโอกาสที่เกิดโรคจะสูงมากกว่าเด็ก คือ 1 ใน 25 ราย และอาการมักจะรุนแรงในรูปของสมองและเยื้อหุ้มสมองอักเสบและอัมพาตทั้งสิ้น
3.    พื้นที่ระบาดของ JE ไม่จำเป็นต้องจำกัดแต่ในภาคเหนือเท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชุกชุมของยุงชนิดที่นำเชื้อไวรัส สภาวะที่เหมาะสมแก่การแพร่พันธ์ของยุงและนก ซึ่งเป็นแหล่งรังโรค และการที่มีแหล่งเพาะโรค คือ หมู โค กระบือ โดยที่หมูจะเป็นแหล่งเพาะโรคที่สำคัญที่สุดเนื่องจากเมื่อถูกยุงกัด ไวรัสจะแพร่จำนวนในสัตว์เหล่านี้ โดยเพิ่มปริมาณในกระแสเลือดเป็นจำนวนมากและคงอยู่ในเลือดนานพอและรอจนถูกยุงกัดอีกครั้ง ยุงก็จะนำไวรัสนี้ไปปล่อยสู่คนอีก นอกจากนั้นแหล่งรังโรค คือ นก ซึ่งมีความสำคัญในการดำรงความคงอยู่ของไวรัส โดยเป็นตัวฝากไวรัสไว้จนกว่ายุงจะมากัดและนำไวรัสไปอีกต่อ ความสำคัญของการทราบพื้นที่ระบาด มีความจำเป็นในการให้คำแนะนำว่าควรฉีดวัคซีนป้องกันหรือไม่ เมื่อต้องเดินทางไปในพื้นที่นั้นๆ โดยที่ต้องอยู่นอกบ้านในเวลาตั้งแต่เย็นจนถึงกลางคืนเสี่ยงต่อการถูกยุงกัด จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ในปี พศ.2547 พบว่าทั่วประเทศมีรายงานผู้ป่วยสมองอักเสบ JE เพียง 39 ราย โดยภาคเหนือพบ 10 ราย ภาคกลาง 18 ราย (อ่างทอง 1 ชัยนาท 1 ลพบุรี 3 กาญจนบุรี 1 นครปฐม 1 ประจวบคีรีขันธ์ 1 สมุทรสาคร 1 ฉะเชิงเทรา 6 นครนายก 1 จันทบุรี 1 ชลบุรี 1) ภาคอีสาน 6 ราย ( เลย 2 มหาสารคาม 1 ศรีษะเกษ 2 อุบลราชธานี 1) ภาคใต้ 5 ราย (สุราษฎรธานี 1 นครศรีธรรมราช 1 ภูเก็ต 1 สตูล 2)
4.    ตัวเลขของผู้ป่วยด้วยเชื้อ JE ดังข้างต้นต้องต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้เนื่องจากรายงานเจาะจงแต่ผู้ป่วยสมองอักเสบโคม่า ละเลยผู้ที่มีอาการรุนแรงน้อยกว่า เช่น ไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหัว ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้จะไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัย โดยที่ในเด็กโอกาสที่จะมีอาการจะต่ำกว่าผู้ใหญ่ (1 ต่อ 250 -1,000 เมื่อเทียบกับ 1 ต่อ 25 ในผู้ใหญ่) และอาการที่เด็กเป็นนั้นจะเป็นในรูปทั้งรุนแรงและไม่รุนแรงคละกันไปได้ การวินิจฉัยโรคสมองอักเสบ JE ตามปกติใช้วิธีการตรวจภูมิคุ้มกัน ซึ่งถ้าผลไม่แน่ชัดจากการตรวจครั้งแรก ทั้งในน้ำเหลือง และน้ำไขสันหลัง โดยการหาระดับ IgM ต้องทำการตรวจซ้ำอีกครั้งอย่างน้อยห่างกัน 1 อาทิตย์ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตหรืออาการหนัก ระดับภูมิคุ้มกันอาจตรวจไม่พบในระยะแรก ทำให้ไม่สามารถสรุปสาเหตุ ดังนั้นการที่มีผู้ป่วยสมองอักเสบจำนวนไม่มากในพื้นที่หนึ่งไม่ได้หมายความว่าพื้นที่นั้นไม่มีความเสี่ยงสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีภูมิคุ้มกันมาก่อนที่จะเข้าไปในพื้นที่นั้นๆ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ ซึ่งมีโอกาศเกิดโรคสูงถึง 1 ใน 25 ราย ดังนั้น การจำแนกข้อมูลทางระบาดวิทยาต้องคำนึงถึงอายุของผู้ป่วย เน้นว่าเป็นผู้อยู่ในหรือนอกพื้นที่หรือไม่ และมีอาการความรุนแรงในระดับต่างๆ ตั้งแต่ไข้ ปวดเมื่อย ปวดหัว จนถึงสมองอักเสบ และอัมพาต
    5.    ต้องมีเชื้ออื่นๆ ที่ทำให้เกิดสมองอักเสบมากกว่าเชื้อ JE จากรายงานผู้ป่วยทั่วประเทศ ประมาณ 1,000 รายต่อปี ซึ่งต้องต่ำกว่าความเป็นจริง โดยที่เพียง 8 จังหวัดภาคใต้มีผู้ป่วยไม่ต่ำกว่า 600 ราย จากการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขเอง จังหวัดเลยมีผู้ป่วยไม่ต่ำกว่า 200 ราย ทั้งนี้อธิบายได้จากการที่ เชื้อที่ทำให้เกิดสมองอักเสบเป็นได้ทั้งจากแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัสตัวอื่นๆอีกมากมายและในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีผู้ป่วยสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบประมาณ 160 - 250 รายต่อปี และการตรวจในผู้ป่วยทั่วประเทศ จะบ่งเจาะจงที่เชื้อ JE อย่างเดียว ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง ทำการตรวจหาเชื้อหลายชนิดด้วยกันไม่เพียงแต่เชื้อ JE อย่างเดียว
6.    ไวรัสตัวเดียวกันก่อให้เกิดอาการได้หลากหลาย ได้แก่ สมองอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ ไขสันหลังหรือเส้นประสาทอักเสบจนเกิดอัมพาตของแขน ขาก็ได้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาดูการระบาดของเชื้อหนึ่งๆจะต้องตรวจกลุ่มอาการทั้งหมด โดยไม่เจาะจงแต่สมองอักเสบอย่างเดียวเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน การสำรวจเชื้อโปลิโอในประเทศไทยที่เป็นสาเหตุของอัมพาต แขน ขา พบว่าแทบไม่พบเลยหรือเกือบเป็น 0% แต่รายงานของผู้ป่วยที่มีไข้ และอัมพาตยังคงสูง ระหว่าง 300 – 1,000 รายต่อปี ซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าต้องมีเชื้ออื่นๆหรือไวรัสอื่นๆนอกจากโปลิโอที่ก่อโรค
7.    ไวรัสที่ทำให้เกิดอาการทางระบบอื่นๆ เช่น ไข้เลือดออก สามารถทำให้เกิดสมองอักเสบหรือ ขา แขนอัมพาตได้ ทั้งๆที่คนไข้ไม่มีอาการของโรคไข้เลือดออกเลย และไม่มีเลือดออกง่าย ไวรัสไข้หวัดใหญ่ กลุ่ม A และ B รวมทั้งไข้หวัดนก H5N1 ทำให้เกิดสมองอักเสบได้เช่นกันและมีลักษณะความผิดปกติในภาพคอมพิวเตอร์สมองโดยไม่มีอาการปอดอักเสบ  
    ตัวอย่างเล็กน้อยที่ยกมานี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีความเข้าใจที่ถ่องแท้ ในกระบวนการของไวรัสสมองอักเสบ ซึ่งถ้าขาดการเตรียมพร้อมอาจจะนำไปสู่การระบาดของไข้สมองอักเสบจากเชื้อต่างๆ เช่น JE ดังที่เกิดในอินเดีย ในปี 2548 และมีผู้ป่วยเสียชีวิตในแคว้น Uttar Pradesh แห่งเดียวในช่วงเวลา 4 เดือนถึง 1,315 ราย จากผู้ป่วย 5,700 ราย (ทั้งประเทศมีผู้ป่วย 6,171 ราย) และสมองอักเสบจากเชื้อ enterovirus 71 (ปาก เท้าเปื่อย) ในปี 2541 ที่ใต้หวันเสียชีวิต 78 ใน 400 ราย จากเชื้อนิปาห์ (Nipah) ทั้งที่ระบาดในประเทศมาเลเซียระหว่างปี 2541-2542 (เสียชีวิต 105 ใน 265 ราย )  และระบาดต่อในบังคลาเทศ 5 ครั้ง ในปี 2544 (ตาย 9 ราย) ปี 2546 (ตาย 8 ราย) ปี 2547 (ระบาด 2 ครั้ง ตายรวม 61 ราย ) ต้นปี 2548 (ตาย 12 ราย) และในอินเดีย ในปี 2544 (ตายอย่างน้อย 9 ราย) สมองอักเสบจากเชื้อ Chandidura virus ในอินเดียปี 2546 ตาย 183 ราย จากผู้ป่วย 329 ราย ซึ่งแพร่เข้ามายังในจีเรีย และเซเนกัลแล้ว   ในประเทศไทยถึงแม้ว่าวัคซีนป้องกันไวรัส JE จะเริ่มมีการฉีดในเด็กทุกคนในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่มีภูมิคุ้มกันมาก่อนก็มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคเช่นกัน นอกจากนั้นยังคงมีไวรัสอีกมากมายหลายชนิดที่พร้อมจะปะทุในประเทศไทยดังตัวอย่างที่เกิดมาแล้วในประเทศเพื่อนบ้าน

Last Updated ( อังคาร, 19 ธันวาคม 2006 )
< Previous   Next >