Home arrow News arrow ชำแหละเครือข่ายทุจริตยาข้าราชการ
ชำแหละเครือข่ายทุจริตยาข้าราชการ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 01 กรกฎาคม 2010

ที่มา โพสต์ทูเดย์ วันที่ 30 มิถุนายน 2553 เวลา 11:29 น.
โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

ถือเป็นการเปิดโปงแบบถอนรากถอนโคน กระชากขบวนการที่กัดกินความเจ็บป่วยของประชาชน ที่จะยิ่งทำให้ประเทศชาติอ่อนแอ

สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้สะกดรอยตามกลิ่นการทุจริตเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่ายาของข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเกือบ 1 ปี

ยิ่งสอบสวนยิ่งพบเครือข่ายโยงใย เหมือนพวกเหลือบที่มาสูบเลือดเบิกค่ารักษาพยาบาลแบบไม่ยั้ง

ทั้งๆ ที่รัฐบาลอยู่ในสภาพ “กระเป๋าฉีก” ต้องกระเตงอุ้มค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและเครือญาติพุ่งกระโดดจาก 2.6 หมื่นล้านบาท เป็น 6.1 หมื่นล้านบาท ในปีงบประมาณ 2552 
เรียกได้ว่าเพิ่มกว่าสามเท่าตัว พร้อมประเมินว่าอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้าค่าใช้จ่ายหมวดนี้ จะจ่อคอหอยทะลุหลักแสนล้านบาท
เมื่อ ป.ป.ท.ผ่าไส้ในดูพบว่า ไม่ใช่เพียงข้าราชการจะเจ็บป่วยมากขึ้น ส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้นตามเท่านั้น แต่พบว่ายังมีเหลือบที่จ้องทุจริตค่ายาทั้งระบบ

 โดยจากการประเมินของ ป.ป.ท.คาดว่าความสูญเสียไม่น่าจะต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี!!!

 

นายภิญโญ ทองชัย เลขาธิการ ป.ป.ท. ระบุว่า หลังจากต่อยอดการจับกุมข้าราชการ 8 รายที่ทุจริตการเบิกค่ายา มูลค่าเสียหายกว่า 4.6 ล้านบาท ส่งดำเนินคดีแล้ว แต่เรื่องไม่จบเท่านั้น เพราะหลังจากสอบสวนยิ่งพบเครือข่าย กระบวนการเชื่อมโยงอีกเพียบ

ผลการสอบสวนได้ต่อยอดออกไปพบมูลเหตุแรงจูงใจในการทำให้เกิดการทุจริตหลักๆ คือ

1.การสมคบกันระหว่างโรงพยาบาล แพทย์ กับบริษัทผู้จำหน่ายยา ในรูปแบบของค่าคอมมิชชัน เนื่องจากโรงพยาบาลและแพทย์มีความสัมพันธ์กับยอดจำหน่ายยาของแต่ละบริษัทที่จำหน่ายยาให้กับโรงพยาบาล และแพทย์ที่มีความเห็นสนับสนุนยาชนิดนั้นๆ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น ยาแถม ตัวเงิน หรืออาจเป็นการท่องเที่ยวต่างประเทศในรูปแบบของการสัมมนาดูงานในต่างประเทศ

2.เกิดจากช่องโหว่ระบบการเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันเอง เนื่องจากเป็นระบบการจ่ายตรงจากกรมบัญชีกลาง โดยผู้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลไม่ต้องสำรองจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเองเหมือนในอดีต และผู้ใช้สิทธิไม่รู้ว่าตนเองใช้สิทธิไปเท่าใด

ขณะที่โรงพยาบาลแจ้งค่ารักษากรมบัญชีกลางเท่าไหร่ กรมบัญชีกลางก็จ่ายงบประมาณชดใช้คืนเท่านั้น

3.ระบบคอมพิวเตอร์ของแต่ละโรงพยาบาลไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ เนื่องจากโรงพยาบาลมีสังกัดหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบการช็อปปิ้งยาได้

การตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีกระบวนการโยงใยเป็นเครือข่ายการทุจริต แบ่งออกได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มแรก ผู้ใช้สิทธิและเครือญาติ ตรวจพบว่ามีพฤติกรรมช็อปปิ้งยาในทุกๆ 1-3 สัปดาห์ จะตระเวนใช้สิทธิในโรงพยาบาลต่างๆ หลายๆ แห่ง

บางรายมีพฤติกรรมช็อปปิ้งยาเฉลี่ย 1 ปี มีค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 1.2 ล้านบาท

กลุ่มที่ 2 เป็นบุคลากรในโรงพยาบาล เป็นกลุ่มใหญ่ที่มีช่องโหว่ที่จะเข้าข่ายทุจริตเบิกค่ารักษาพยาบาลได้มากที่สุด โดยพบว่าแพทย์มีพฤติกรรมสั่งยาให้ตัวเองสัปดาห์ละประมาณ 2-3 หมื่นบาท และยังสั่งยาเกินความจำเป็นในรายที่ผู้ป่วยไม่ค่อยได้มาใช้สิทธิที่โรงพยาบาล ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้มีการนำเวชระเบียนของผู้ป่วยมาเบิกยาโดยผู้ป่วยไม่ทราบเรื่อง

รวมถึงยังพบพฤติกรรมการบันทึกข้อมูลจำนวนยาสูงกว่าที่แพทย์สั่งจ่าย เช่น หมอสั่งจ่ายยาจำนวน 300 เม็ด แต่เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลจ่ายยา 1,000 เม็ด

กรณีแพทย์สั่งจ่ายยาเกินความจำเป็นให้แก่ผู้ป่วย และสั่งจ่ายยาที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคที่วินิจฉัย เช่นผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเข่าเสื่อม แพทย์ก็สั่งจ่ายยารักษาโรคเข่าเสื่อมในขณะเดียวกันแพทย์สั่งจ่ายน้ำตาเทียมไปด้วย

แพทย์บางรายมีเป้าหมายจ่ายยาออกมามากๆ เพื่อทำยอดให้กับบริษัทยา แลกกับผลประโยชน์ด้านอื่นๆ

แพทย์บางรายสั่งจ่ายยาให้ตนเอง และบุคคลในครอบครัวด้วยตัวยาเดียวกัน โดยไม่มีการวินิจฉัยโรคและพบว่าแพทย์ผู้นั้นมีคลินิกส่วนตัว

แพทย์สั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลัก ซึ่งเป็นยาที่มีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับราคายาในบัญชีหลัก

อีกตัวอย่างหนึ่งพบว่า โรงพยาบาลจะเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในได้ โดยใช้วิธีการกำหนดเพดานงบประมาณและจัดสรรตามหลักเกณฑ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) ซึ่งระบบ DRG นั้นแพทย์เมื่อวินิจฉัยโรคแล้วจะต้องให้รหัสโรค เพื่อคำนวณน้ำหนักโรค ซึ่งกรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินให้ตรงพยาบาลตามน้ำหนักของโรคเป็นการเหมา ซึ่งพบว่าโค้ดหรือรหัส ลงน้ำหนักโรคไม่ตรงตามความจริง ทำให้กรมบัญชีกลางจ่ายเงินให้โรงพยาบาลสูงกว่าความเป็นจริง

กลุ่มที่ 3 กลุ่มบริษัทจำหน่ายยา มีความเกี่ยวพันกับโรงพยาบาล มีการจ่ายค่าคอมมิชชันให้กับโรงพยาบาลและแพทย์ในรูปแบบต่างๆ
เทียบจากงบประมาณค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลปี 2552 ประมาณ 6.1 หมื่นล้านบาท จะเป็นค่ายา 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินก้อนโต

“จากการตรวจสอบทุจริตการเบิกค่ายาของข้าราชการหนึ่งปี เรื่องนี้ไม่ได้จบแค่ดำเนินคดีความกับผู้ต้องหารายเล็กรายน้อย แล้วจับส่งตำรวจเท่านั้น แต่ ป.ป.ท.ลงไปสาวเบื้องลึก ยิ่งพบว่าการทุจริตเบิกค่ายามีการทำเป็นกระบวนการ สร้างมูลค่าเสียหายปีละไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท เป็นเรื่องที่สำคัญที่จะต้องสะสางและรื้อทั้งระบบเพื่อให้เกิดความโปร่งใสลดความสูญเสียงบประมาณของแผ่นดิน” นายภิญโญ กล่าว

หลังจากนี้ ป.ป.ท.จะผลักดันการสอบสวนการทุจริตเบิกจ่ายยาในระบบข้าราชการเป็น “วาระแห่งชาติ” และสรุปประเด็นปัญหา รวมถึงการรื้อระบบการเบิกจ่ายค่ายาของข้าราชการให้โปร่งใสตรวจสอบได้ เสนอต่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

แม้การจับผู้ต้องหา 8 ราย ที่กรมบัญชีกลางแจ้งความดำเนินคดีข้อหาทุจริต พบว่าส่วนใหญ่อัยการจะไม่ส่งฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าผู้ต้องหามีสิทธิที่จะเบิกค่ายา และแพทย์เป็นผู้สั่งให้ รวมถึงพฤติกรรมการช็อปปิ้งยา ผู้ต้องหาก็อ้างว่าไม่มั่นใจการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลแห่งเดียว ทำให้ต้องตระเวนไปรักษาหลายๆ โรงพยาบาล ก็ไม่ใช่ความผิดโดยตรง หรือบางรายอัยการก็เห็นว่าเป็นแค่คดีฉ้อโกงธรรมดาไม่ถึงคดีทุจริต

ป.ป.ท.กำลังจะดำเนินคดีกับผู้ทุจริตให้ถึงต้นตอ ที่อยู่หลังฉากของ “วงจรอุบาทว์” เหล่านี้

ต้องสาวไปถึงสถานพยาบาล บริษัทขายยา และลงลึกไปถึงตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุยาจำนวนมาก ว่ามีการเอื้อประโยชน์บริษัทเอกชนหรือไม่

ถือเป็นการเปิดโปงแบบถอนรากถอนโคน กระชากขบวนการที่กัดกินความเจ็บป่วยของประชาชน ที่จะยิ่งทำให้ประเทศชาติอ่อนแอและต้องนอนให้น้ำเกลือไปตลอดชาติ

< Previous   Next >