Home arrow News arrow สสจ.เชียงใหม่เตรียมพร้อม จนท.ฉีดวัคซีนหวัดใหญ่สายพันธุ์ปี 2010
สสจ.เชียงใหม่เตรียมพร้อม จนท.ฉีดวัคซีนหวัดใหญ่สายพันธุ์ปี 2010 Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 29 มิถุนายน 2010
     ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ประชุมเจ้าหน้าที่ซักซ้อมความเข้าใจเตรียมพร้อมฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ปี 2010 สร้างภูมิคุ้มกัน 3 สายพันธุ์ ทั้งสายพันธุ์ใหม่ 2009 และสายพันธุ์ประจำ ซึ่งรัฐบาลทุ่มงบนำเข้าจากต่างประเทศ 2.1 ล้านโดส ฉีดให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงและบุคลากรสาธารณสุข หวังสกัดการแพร่ระบาดของโรคเริ่ม 1 ก.ค.53 โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้รับการจัดสรรวัคซีนทั้งสิ้นกว่า 4 หมื่นโดส

    วันนี้ (28 มิ.ย.) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ จัดการประชุมการเตรียมความพร้อมรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เพื่อเป็นการซักซ้อมทำความเข้าใจและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แพทย์ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข ผู้รับผิดชอบงานระบาดวิทยาของโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขทุกอำเภอและตัวแทนเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน ที่โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่
       
       รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับ 11 สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้จัดซื้อวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ปี 2010 จากต่างประเทศเข้ามา จำนวน 2.1 ล้านโดส เพื่อนำมาฉีดให้กับประชาชนและบุคลากรทางด้านสาธารณสุข เริ่มดำเนินการฉีดตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.53 จนถึงสิ้นเดือน ส.ค.53
       
       แบ่งเป็นส่วนที่จะฉีดให้กับประชาชน 1.7 ล้านโดส และบุคลากรด้านสาธารณสุขจำนวน 4 แสนโดส โดยประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าวนี้ ได้แก่ หญิงมีครรภ์อายุครรภ์ตั้งแต่ 7 เดือนขึ้นไป บุคคลโรคอ้วน น้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม ผู้พิการทางสมองที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
       
       สำหรับวัคซีนที่จะนำมาฉีดในครั้งนี้ รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ทวี กล่าวว่า สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H3N2 และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ซึ่งแตกต่างจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 ที่มีการฉีดให้กลุ่มเสี่ยงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เท่านั้น พร้อมทั้งยืนยันว่า วัคซีนที่มีการนำมาฉีดในครั้งนี้มีความปลอดภัยอย่างแน่นอน โดยที่ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการใช้วัคซีนเดียวกันนี้อย่างแพร่หลาย และสามารถรับวัคซีนได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้แพทย์สั่งด้วย
       
       ผู้ทรงคุณวุฒิระดับ 11 สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวด้วยว่า วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ปี 2010 ที่จะนำมาฉีดให้กับประชาชน และบุคลากรด้านสาธารณสุขในครั้งนี้ มีความเหมาะสมอย่างมากกับประเทศไทยในเวลานี้ เนื่องจากข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่เก็บตัวอย่างจากทั่วประเทศมาตรวจสอบ พบว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่ที่มีการระบาดในประเทศไทยเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ประมาณ 20% เชื้อสายพันธุ์ H3N2 ประมาณ 50% และเชื้อสายพันธุ์ B ประมาณ 25% ซึ่งตรงกับความสามารถในการสร้างภูมิกันของวัคซีนนี้พอดี
       
       ส่วนความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นจาการฉีดวัคซีน รองศาสตราจารย์(พิเศษ) นายแพทย์ทวี ย้ำว่า มีความปลอดภัยสูงอย่างแน่นอน พร้อมบอกว่า ในการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 ในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย.53 ทั่วประเทศ มีผู้ที่ถูกระบุว่ามีผลข้างเคียงรุนแรงจากการฉีดวัคซีนจำนวน 29 คน ในจำนวนนี้เป็นหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 50%
       
       อย่างไรก็ตาม จากการตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด โดยคณะกรรมการกลางผู้เชี่ยวชาญได้รับการยืนยันว่า มีผู้ที่มีผลข้างเคียงจากวัคซีนอย่างชัดเจนเพียง 1 ราย และสงสัยว่าอาจจะเป็นผลข้างเคียงจากวัคซีน 2-3 รายเท่านั้น โดยไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนที่เหลือไม่ได้มีสาเหตุมาจากวัคซีน
       
       ด้าน ดร.ทันตแพทย์ สุรสิงห์ วิศรุตรัตน รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ปี 2010 ที่จะนำมาฉีดให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายและบุคลากรนั้น ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ได้รับการจัดสรรมาเพื่อดำเนินการฉีดจำนวน 4 หมื่นกว่าโดส ซึ่งการดำเนินการจะฉีดให้เฉพาะผู้ที่สมัครใจและมีความพร้อม
       
       เบื้องต้นจะมีการให้เจ้าหน้าที่ออกไปทำความเข้าใจ และให้ความรู้ประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ละดับชุมชนหมู่บ้านทั้ง 25 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่และวัคซีนที่จะนำมาฉีดเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องเสียก่อน ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนจะเริ่มตั้งแต่ ก.ค.53 ถึงสิ้นเดือน ส.ค.53 หากวัคซีนมีจำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการจะทำการเสนอขอเพิ่ม แต่หากเหลือจะพิจารณาให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจสามารถขอรับวัคซีนได้

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 มิถุนายน 2553 

< Previous   Next >