Home arrow News arrow "จัดยาตามยีน" รักษาให้ถูกจุด ลดเสี่ยงแพ้ยา
"จัดยาตามยีน" รักษาให้ถูกจุด ลดเสี่ยงแพ้ยา Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 28 มิถุนายน 2010
"กินยาแก้ชักแพ้ปางตาย 8 ขวบสุดทรมาน ตุ่มขึ้นลอกทั้งตัว"
       
       "ศาลสั่ง สธ.ชดใช้ 8 แสน ทำคนไข้ตาบอด แพทย์วินิจฉัยผิด-แพ้ยา สาวทำความสะอาดสู้ 6 ปี"

       
       กรณีตัวอย่างของคนไข้แพ้ยา ที่เคยเป็นข่าวดังบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไทยเมื่อหลายปีก่อน แต่เรื่องเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น หากสามารถทำนายล่วงหน้าได้ว่า ผู้ป่วยจะมีอาการแพ้ยาหรือไม่
       
       "2-20% ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เป็นผลมาจากการเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา" ข้อมูลจาก รศ.ดร.วิจิตรา ทัศนียกุล ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)

 ทั้งนี้ สาเหตุของอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาแบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1. ความสัมพันธ์กับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของยา ที่สามารถทำนายได้ล่วงหน้า และขึ้นกับขนาดยาที่ใช้ และ 2. ความไม่สัมพันธ์กับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของยา ซึ่งไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ ไม่ขึ้นกับขนาดยาที่ใช้ อีกทั้งยังอาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมด้วย เช่น การแพ้ยา
       
       **ยีน HLA ตัวแปรที่ก่อให้เกิดการแพ้ยา
       
       ดร.วงศกร พูนพิริยะ นักวิชาการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายว่า ยีนเอชแอลเอ (Human Leukocyte Antigen : HLA) เป็นยีนที่ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน HLA ที่พบได้บนผิวของเซลล์ในเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อกลไกภูมิคุ้มกันของร่างกาย และการตรวจความเข้ากันได้ของอวัยวะในการปลูกถ่ายอวัยวะ
       
       ยีน HLA ยังแบ่งเป็น 3 ชนิดหลัก ได้แก่ HLA-A, HLA-B และ HLA-C โดยแต่ละชนิดยังมีได้หลายรูปแบบ ซึ่งในแต่ละคนจะได้รับการถ่ายทอดยีน HLA มาจากพ่อและแม่ โดยที่คนคนหนึ่งอาจมียีน HLA แตกต่างกันได้มากสุดถึง 6 รูปแบบ
       
       ความแตกต่างของยีน HLA ในแต่ละคน ถือเป็นความต่างทางพันธุกรรมระหว่างมนุษย์อย่างหนึ่ง ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงลำดับเบสบนสายดีเอ็นเอเพียงตำแหน่งเดียว ที่ก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกันทางกายภาพ ซึ่งโดยปกติจะพบความแตกต่างในทุกๆ 100 – 300 เบสในจีโนมของมนุษย์ ส่งผลให้มนุษย์แต่ละคนมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น สีผิวสีต่างกัน เป็นโรคต่างกัน รวมทั้งมีการตอบสนองต่อยาแตกต่างกันด้วย
       
       ทั้งนี้ มีการศึกษาวิจัยพบว่ายีน HLA หลายรูปแบบเกี่ยวข้องกับอาการแพ้ยาหลายชนิด เช่น ยีน HLA-B*5701 เกี่ยวข้องกับการแพ้ยาอะบาคาเวียร์ (Abacavir) และ ยีน HLA-B*3505 เกี่ยวข้องกับการแพ้ยาเนวิราปิน (Nevirapine) ซึ่งทั้งคู่เป็นยาต้านเชื้อเอดส์ และ ยีน HLA-B*5801 เกี่ยวข้องกับการแพ้ยาอัลโลพูรินอล (Allopurinol) ในการรักษาโรคเกาต์ เป็นต้น
       
       **คนไทยแพ้ยากันชักมากที่สุดในโลก
       
       รศ.ดร.วิจิตรา ให้ข้อมูลว่า อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการผิดปกติทางผิวหนัง ซึ่งมีทั้งชนิดที่ไม่รุนแรง และชนิดที่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิต ได้แก่ กลุ่มอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน หรือ เอสเจเอส (Stevens-Johnson Syndrome : SJS) และ ท็อกซิกอิพิเดอร์มอลเนโครไลซิส หรือ เท็น (Toxic epidermal necrolysis : TEN)
       
       ผู้ป่วยที่มีอาการแพ้ยาแบบ SJS จะมีผื่นแพ้ขึ้นตามตัว แขน และขา ประมาณ 10% ของพื้นที่ผิวของร่างกาย ทำให้ผิวหนังตายและหลุดลอก หากเกิดขึ้นบริเวณดวงตา จะทำให้ตาบอดได้ และผู้ป่วยมีอัตราการตาย 5-10% ส่วนอาการแพ้แบบ TEN จะมีอาการคล้ายกับ SJS แต่รุนแรงกว่ามาก กินพื้นที่บนผิวหนังของร่างกายมากกว่า 30% และมีอัตราการตายสูงถึง 30 %
       
       จากข้อมูลสรุปรายงานอาการไม่พึงประสงค์จากยาประจำปี พ.ศ.2549 ของศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้แบบ SJS และ TEN ในประชากรไทย 4 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มยาซัลฟาเมท็อกซาโซล (Sulfamethoxazole), คาร์บามาเซปิน (Carbamazepine), อัลโลพูรินอล (Allopurinol) และเฟนิโทอิน (Phenytoin)
       
       ขณะที่ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าประเทศไทยมีอุบัติการณ์แพ้ยาคาร์บามาเซปินสูงที่สุดในโลก (อันดับ 2 คือ มาเลเซีย) ซึ่งยานี้มีชื่อทางการค้าที่จำหน่ายในประเทศไทยมากกว่า 18 ชื่อ โดยใช้สำหรับรักษาอาการชักในผู้ป่วยโรคลมชัก รักษาอาการปวดปลายประสาท หรือปวดเส้นประสาทที่ใบหน้า รวมทั้งใช้รักษาผู้ป่วยจิตเวชให้มีอารมณ์ดีขึ้น
       
       อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2549 ทีมนักวิทยาศาสตร์ในไต้หวันได้รายงานการค้นพบเป็นครั้งแรกว่ายีน HLA-B*1502 สัมพันธ์กับการแพ้ยาคาร์บามาเซปินแบบ SJS และ TEN จากการศึกษาในผู้ป่วยชาวจีนฮั่นที่แพ้ยานี้ โดยพบว่าผู้ที่มียีน HLA-B*1502 จะมีความเสี่ยงต่อการแพ้ยาคาร์บามาเซปินมากกว่าผู้ที่ไม่มียีนนี้ถึง 1357 เท่า แต่กลับไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าวเมื่อมีการศึกษาในชาวยุโรปและชาวญี่ปุ่น
       
       **ตรวจยีนก่อนจ่ายยา
       
       ในอดีตเราไม่สามารถทำนายได้ล่วงหน้าว่า ผู้ป่วยจะมีโอกาสแพ้ยาใดได้หรือไม่ แต่หลังจากนักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ (Human Genome Project) และมีการค้นพบยีนเกี่ยวข้องกับอาการแพ้ยาบางชนิด ในปัจจุบันแพทย์จึงสามารถทำนายความเสี่ยงในแพ้ยาบางชนิดของผู้ป่วยได้ก่อนทำการรักษาหรือจ่ายยา
       
       สำหรับในประเทศไทย เริ่มมีการศึกษาวิจัยทางด้านเภสัชพันธุศาสตร์เพิ่มมากขึ้น เพื่อค้นหาว่ายีนตัวใดสัมพันธ์กับอาการแพ้ยาที่พบบ่อยในคนไทย ซึ่งล่าสุด รศ.ดร.วิจิตรา ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางพันธุกรรมของยีนในกลุ่ม HLA กับการแพ้ยาทางผิวหนังชนิดรุนแรงที่เกิดจากยารักษาโรคลมชักและยาลดระดับกรดยูริกในผู้ป่วยชาวไทย โดยได้รับการสนับสนุนจาก สวทช.
       
       ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่มียีน HLA-B*1502 มีความเสี่ยงต่อการแพ้ยาคาร์บามาเซปินแบบ SJS/TEN สูงกว่าผู้ป่วยที่ไม่มียีนนี้ 55 เท่า (ตีพิมพ์ในวารสาร Epilepsia ,2010;51:926-930) ส่วนผู้ที่ใช้ยาอัลโลพูลินอลในการรักษาโรคเกาต์หรือลดกรดยูริก หากมียีน HLA-B*5801 จะมีความเสี่ยงต่อการแพ้ยาอัลโลพูลินอลแบบ SJS/TEN สูงกว่าผู้ป่วยที่ไม่มียีนนี้มากถึง 348 เท่า (ตีพิมพ์ในวารสาร Pharmacogenetics and Genomics, 2009;19:704-6)
       
       "ในประชากรไทยมีความชุกของยีนทั้ง 2 ชนิดนี้ค่อนข้างสูง โดยในประชากร 100 คน จะพบผู้ที่มียีน HLA-B*1502 ประมาณ 16.8 คน และพบผู้ที่มียีน HLA-B*5801 ประมาณ 15.8 คน ซึ่งวิธีการตรวจหายีนเหล่านี้ทำได้ไม่ยาก โรงพยาบาลเกือบทุกแห่งสามารถทำได้ และการตรวจคัดกรองผู้ป่วยที่มีโอกาสแพ้ยาก่อนทำการรักษา จะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความปลอดภัยต่อผู้ป่วย ช่วยลดอัตราการสูญเสียชีวิตจาการแพ้ยา และที่สำคัญยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาที่เกิดจากการแพ้ยาด้วย" นักวิจัยกล่าว
       
       อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.วิจิตรา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนี้คณะกรรมการอาหารและยาในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ แคนาดา และออสเตรเลีย ได้ขอให้บริษัทผู้ผลิตยาทำการปรับปรุงฉลากยาโดยเพิ่มเติมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจลักษณะทางพันธุกรรมของผู้ป่วยที่อาจมีผลต่อประสิทธิภาพหรือความปลอดภัยในการใช้ยาบางชนิด
       
       พร้อมกันนี้ได้เสนอแนะให้คณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทยพิจารณาให้มีการปรับปรุงฉลากยาที่มีจำหน่ายในประเทศไทยให้เป็นปัจจุบันและทันกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ด้วย เนื่องจากฉลากยาเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่จะทำให้แพทย์ เภสัชกร และผู้ป่วยมีโอกาสได้รับทราบข้อมูลจากการวิจัยใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย


       อ่านเพิ่มเติม
       
       - "เภสัชพันธุศาสตร์" การแพทย์เฉพาะบุคคล

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2553 

< Previous   Next >