Home arrow News arrow นายกฯ ถาม มีศักยภาพพอหรือไม่หากเพิ่มงบวิจัยเป็น 1%
นายกฯ ถาม มีศักยภาพพอหรือไม่หากเพิ่มงบวิจัยเป็น 1% Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 16 มิถุนายน 2010
       นายกรัฐมนตรีถาม มีศักยภาพพอที่จะทำวิจัยหรือไม่หากเพิ่มงบวิจัยเป็น 1% พร้อมฝากการบ้านรัฐมนตรีวิทย์คนใหม่ ให้บูรณาการงานวิจัยให้สอดคล้องกับทิศทางการเมืองและการพัฒนาประเทศ ด้านรัฐมนตรีวิทย์มองประเด็นเชื่อมโยงงานวิจัยสำคัญกว่าเพิ่มงบวิจัย

       ภายหลังจากการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุม คณะหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงครั้งที่ 4 ประจำปี 2553 เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.53 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.สุจินดา โชติพาณิช ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยแก่สื่อมวลชนว่า การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ที่ต้องการของบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 1% ของจีดีพีนั้น นายกรัฐมนตรีได้ตั้งคำถามว่าหากเพิ่มงบประมาณแล้วจะมีศักยภาพทำได้หรือไม่
       
       ทั้งนี้ ดร.สุจินดากล่าวว่าการเพิ่มงบวิจัยของประเทศขึ้นเป็น 1% นั้น ไม่ใช่แค่เพิ่มในส่วนราชการ แต่เป็นการเพิ่มในภาพรวมของประเทศ ซึ่งรวมถึงภาคเอกชนด้วย ดังนั้นจึงอยากให้เพิ่มแรงจูงใจแก่ให้เกิดการวิจัยในภาคเอกชน และสำหรับงบวิจัยของไทยซึ่งอยู่ที่ 0.21% นั้นคงที่ต่อเนื่องมา 15 ปี เมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ที่มีงบวิจัยเท่ากันเมื่อ 30 ปีก่อน ปัจจุบันงบวิจัยของเกาหลีใต้ก้าวกระโดดขึ้นไปเป็น 3% แล้ว ซึ่งการเพิ่มงบวิจัยของประเทศต้องเกิดจากความร่วมมือของหลายฝ่าย เพื่อสร้างแรงจูงใจและอาชีพนักวิจัยในภาคเอกชนให้มากขึ้น
       
       ด้าน ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้ฝากว่าเรื่องงบวิจัยนั้นมีอยู่พอสมควร และมีงานวิจัยอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ เยอะ แต่จะทำอย่างไรที่จะบูรณาการให้งานวิจัยเหล่านั้นสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการเมืองและการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้โดยส่วนตัวรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่าไม่มองที่การของบฯ เพิ่ม แต่มองเรื่องการเชื่อมโยงงานวิจัยเป็นเรื่องสำคัญกว่า ทั้งการเชื่อมโยงการวิจัยระหว่างห้องปฏิบัติการและการเชื่อมโยงที่จะนำงานวิจัยมาประยุกต์ใช้อย่างไร ซึ่งเชื่อว่ารัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ทุกคนที่ผ่านมาก็พยายามทำเช่นกัน
       
       รับมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่าในฐานะที่เคยทำงานกระทรวงการคลังมาก่อนจึงทราบดีถึงงบประมาณของประเทศที่มีอยู่จำกัด อีกทั้งงบประมาณของประเทศยังขาดดุลและมีแนวโน้มที่ขาดงบดุลต่อไป จึงพยายามสานต่อโครงการดีๆ ที่มีอยู่แล้ว และเชื่อว่าหลายคนคงอยากเห็นรัฐมนตรีคนใหม่สานต่องานเก่าๆ ที่ทำไว้ดีแล้ว และไม่ตั้งใจของบเพิ่มภายใต้งบที่จำกัด แม้ว่าจะอยากได้งบเพิ่มและรัฐมนตรีทุกคนก็อยากได้งบเพิ่มเช่นกัน

 

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 มิถุนายน 2553 

< Previous   Next >