Home arrow News arrow บอร์ด สปสช.ไฟเขียวประกาศขยายอายุซีแอลยาต้านเอดส์
บอร์ด สปสช.ไฟเขียวประกาศขยายอายุซีแอลยาต้านเอดส์ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 15 มิถุนายน 2010
       “จุรินทร์” เผย สปสช.มีมติขยายอายุการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาทั้ง 2 ชนิด “เอฟฟาไวแรนซ์ หรือ โลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์” ส่วนจะเริ่มบังคับใช้เมื่อใดนั้นต้องรอประชุมคณะกรรมการภายหลังการเสนอให้กรมควบคุมโรคแก้ประกาศ
หลังจากที่เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้ยื่นหนังสือต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอให้ขยายอายุการใช้สิทธิบัตรยาต้านไวรัสเอดส์ 2 ชนิด คือ 1.เอฟฟาไวแรนซ์ และ 2. โลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์แล้วเสร็จในเวลาประมาณเที่ยงของวันนี้ (14 ม.ย.) แล้ว ล่าสุดนั้นคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.ได้ประชุมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและมติที่ชัดเจนออกมาแล้วว่า จะแก้ประกาศกระทรวงให้ขยายอายุการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาทั้ง 2 ชนิดไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนจะเริ่มบังคับใช้เมื่อใดนั้นต้องรอประชุมคณะกรรมการภายหลังการเสนอให้กรมควบคุมโรคแก้ประกาศดังกล่าว
       
       นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ครั้งที่ 6 ปี 2553 ในเรื่อง การต่ออายุการประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรโดยรัฐ หรือ ซีแอล ว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีมติให้แก้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการประกาศบังคับใช้ซีแอล กรณียาต้านไวรัสเอชไอวี 2 ตัว คือ 1.เอฟฟาไวแรนซ์ และ 2.โลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดการบังคับใช้สิทธิบัตร โดยยาเอฟฟาไวแรนซ์ ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอชไอวีในสูตรพื้นฐาน ได้ประกาศซีแอล เมื่อวันที่ 29 พ.ย.2549 จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.2554 ขณะที่ยาดังกล่าวจะหมดสิทธิบัตรวันที่ 31 ม.ค.2555 สำหรับยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ เป็นยาตัวแรกที่แนะนำให้ใช้ในสูตรทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งได้ประกาศให้ใช้ซีแอล เมื่อวันที่ 20 ม.ค.2550 จะสิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค.2555 ซึ่งกรณียาตัวนี้มีหลายสิทธิบัตร เรื่องโมเลกุล หมดสิทธิบัตรวันที่ 4 ธ.ค.2559 ส่วนสิทธิบัตรที่อายุยาวที่สุดถึงปี 2565 และยังขยายการเข้าถึงตัวยาให้ครอบคุลมบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิตามมติครม.วันที่ 23 มีนาคม 2553 หรือผู้ป่วยที่รอพิสูจน์สัญชาติ อีกประมาณ 45 7,000 ราย ซึ่งในวันนี้ สปสช.ได้นำสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรืออธิบดีกรมควบคุมโรคในฐานะผู้อำนาจตามกฏหมาย ขยายเวลาประกาศ การใช้สิทธิบัตรด้านยาและเวชภัณฑ์ ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอดังกล่าว และดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

       ด้าน ผศ.ภญ.สำลี ใจดี ประธานคณะอนุกรรมการคัดเลือกยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นและมีปัญหาในการเข้าถึงของประชาชน กล่าวว่า ที่ผ่านมาผลจากการประกาศซีแอล ยาทั้ง 2 ชนิด ทำให้ยามีราคาลดลงถึงร้อยละ 70-80 ทำให้ สปสช.สามารถประหยัดค่ายาได้กว่า 1,889 ล้านบาท กรณียาเอฟฟาไวแรนซ์ ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยใช้ยา จากเดิม ก่อนประกาศซีแอล 39 รจำนวน 4,5าย เป็น 29,360 ราย และในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเป็น 54,534 ราย ในปี 2555 อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดอายุประกาศซีแอลของยาตัวนี้ในระยะเวลา 19 เดือน สปสช.จะต้องใช้งบจัดซื้อยาชนิดนี้เพิ่มขึ้น 470 ล้านบาท กรณียาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ มีผู้ป่วยใช้ยาจากเดิม ก่อนประกาศซีแอล จำนวน 39 ราย เป็น จำนวน 6,246 ราย และจะเพิ่มเป็น 16,027 ราย ในปี 2555 และ เมื่อหมดอายุประกาศซีแอลของยาตัวนี้ในระยะเวลา 59 เดือน สปสช.จะต้องใช้งบจัดซื้อยาชนิดนี้เพิ่มขึ้น 2,790 ล้านบาท เมื่อคำนวณผลกระทบงบประมาณจนถึงวันหมดอายุสิทธิบัตร ของยาทั้งสองชนิดนี้ จะต้องใช้งบประมาณเพิ่มถึง 3,287 ล้านบาท จึงจะช่วยให้ผู้ป่วยเอดส์เข้าถึงยาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ก่อปัญหาเชื้อดื้อยาในประเทศไทย ขณะที่นายบริบัตร ดอนมอด ตัวแทนจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี /เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากที่ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำเนินการประกาศขยายอายุการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา ของยาต้านไวรัสเอดส์ทั้ง 2 ชนิด ในเช้าวันนี้นั้น มติที่ของ รมว.ในวันนี้เป็นผลดีต่อกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีอย่างยิ่ง เนื่องจากขณะนี้ มีกลุ่มผู้ติดเชื้อถึง 2 แสน 8 พัน คน ที่ยังต้องการยาในการรักษา โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยที่ต้องการยาเอฟฟาไวเรนซ์จำนวน 5 หมื่นราย และ ยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์จำนวน 6 หมื่นราย
       
       ขณะที่นายบริบัตร ดอนมอด ตัวแทนจากเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากที่ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำเนินการประกาศขยายอายุการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา ของยาต้านไวรัสเอดส์ทั้ง 2 ชนิด ในเช้าวันนี้นั้น มติที่ของ รมว.ในวันนี้เป็นผลดีต่อกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีอย่างยิ่ง เนื่องจากขณะนี้ มีกลุ่มผู้ติดเชื้อถึง 2 แสน 8 พัน คน ที่ยังต้องการยาในการรักษา โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยที่ต้องการยาเอฟฟาไวเรนซ์จำนวน 5 หมื่นราย และ ยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์จำนวน 6 หมื่นราย
ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มิถุนายน 2553 
< Previous   Next >