Home arrow News arrow พบคนพร่องเอนไซม์ G6PD มีโอกาสรอดตายจากเชื้อมาลาเรียสูงกว่าเพื่อน
พบคนพร่องเอนไซม์ G6PD มีโอกาสรอดตายจากเชื้อมาลาเรียสูงกว่าเพื่อน Print E-mail
User Rating: / 1
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 01 มิถุนายน 2010

        นักวิจัยจุฬาฯ ศึกษาพันธุศาสตร์ประชากรชาวกะเหรี่ยง พบผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD มีโอกาสรอดตายจากเชื้อมาลาเรียไวแวกซ์มากกว่าคนปกติ หวังใช้เป็นข้อมูลพัฒนายาต้านมาลาเรียที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ให้ผลข้างเคียงต่ำต่อผู้มียีนกลายพันธุ์
      
       นางชาลิสา หลุยเจริญ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักศึกษาโครงการปริญญาเอกการญจานาภิเษก (คปก.) เปิดเผยว่า ภาวะพร่องเอนไซม์กลูโคส-6-ฟอสเฟต ดีไฮโดรจีเนส หรือ G6PD (Glucose-6-phosphate dehydrogenase) พบบ่อยในคนไทยประมาณ 10% ของประชากรทั้งหมด โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการระบาดของเชื้อมาลาเรีย จึงสันนิษฐานว่าภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD น่าจะมีความสัมพันธ์หรือมีกลไกป้องกันโรคมาลาเรียได้

       ทั้งนี้ ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่สร้างเอนไซม์ G6PD ซึ่งอยู่บนโครโมโซมเพศ X และสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม ส่งผลให้เอนไซม์ทำงานผิดปกติ โดยไปมีผลทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายและเกิดภาวะโลหิตจางเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น การกินถั่วปากอ้า การติดเชื้อ หรือการได้รับยาบางชนิด
      
       นักวิจัยได้ศึกษาระบาดวิทยาของเชื้อมาลาเรียชนิดพลาสโมเดียม ฟาลซิพารัม (P. falciparum) และชนิดพลาสโมเดียม ไวแวกซ์ (P. vivax) และศึกษาพันธุศาสตร์ประชากรของการกลายพันธุ์ของยีนชนิด G6PD-มหิดล (G6PD-Mahidol487A) ในกลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทยและพม่าในจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีความชุกของภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD สูงกว่าบริเวณอื่นๆ โดยศึกษาในประชากรชาวกะเหรี่ยงประมาณ 384 ราย และติดตามเป็นระยะเวลาร่วม 7 ปี
      
       พบว่าการกลายพันธุ์ของยีนชนิด G6PD-Mahidol487A ส่งผลให้สภาวะของเม็ดเลือดแดงไม่เหมาะสมต่อการเจริญของเชื้อมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ แต่ไม่มีผลต่อเชื้อฟาลซิพารัม โดยจากการตรวจหาปริมาณเชื้อไวแวกซ์ในเม็ดเลือดแดง พบว่าในเม็ดเลือดแดงของผู้ที่มียีนกลายพันธุ์ชนิด G6PD-Mahidol487A มีเชื้อไวแวกซ์สูงกว่าในเม็ดเลือดแดงของคนปกติ
      
       ฉะนั้นผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD จึงมีโอกาสรอดชีวิตจากเชื้อมาลาเรียชนิดไวแวกซ์สูงกว่าคนปกติ และยังเป็นครั้งแรกที่มีการพิสูจน์ได้ว่าเชื้อมาลาเรียชนิดไวแวกซ์เป็นตัวคัดเลือกการกลายพันธุ์ของยีนแบบ G6PD-Mahidol487A ใด้ดำรงอยู่ในเผ่าพันธุ์ประชากรกลุ่มดังกล่าว ซึ่งงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารไซน์ (Science) เมื่อเดือน ธ.ค. 2552
      
       นอกจากนั้น จากข้อมูลระบาดวิทยาของมาลาเรียในอดีตแสดงให้เห็นว่าโรคมาลาเรียมักพบบ่อยในบริเวณที่ทำเกษตรกรรม ซึ่งทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงมากขึ้น และมีประชากรมนุษย์อาศัยอยู่มาก จึงเป็นสื่อกลางที่เพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคมาลาเรียแพร่จากยุงสู่คนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันชาวกะเหรี่ยงซึ่งสืบเชื้อสายมาจากทิเบตได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนประเทศพม่าเมื่อประมาณ 1,500 ปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการประมาณอายุของการกลายพันธุ์ของยีนชนิด G6PD-Mahidol487A ที่เริ่มเกิดขึ้นเมื่อราว 1,500 ปีที่แล้ว
      
       "ผลการวิจัยนี้ทำให้ได้ความรู้พื้นฐานในเชิงพันธุศาสตร์และวิวัฒนาการของประชากร ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนายาต้านมาลาเรียชนิดใหม่ๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงและส่งผลข้างเคียงต่อผู้ป่วยโรคมาลาเรียที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD น้อยที่สุด" นางชาลิสา กล่าว ซึ่งในอนาคตนักวิจัยจะศึกษาต่อไปถึงความสัมพันธ์ของโรคมาลาเรียต่อผู้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD จากการกลายพันธุ์ของยีนชนิด G6PD-เวียงจันทร์ ซึ่งพบมากในคนไทย ลาว และกัมพูชา

 

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2553 

< Previous   Next >