Home arrow News arrow จุดตัดสำคัญ สมุนไพรยาไทยแห่งชาติ
จุดตัดสำคัญ สมุนไพรยาไทยแห่งชาติ Print E-mail
User Rating: / 1
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 20 เมษายน 2010
Image

 

หากความเจริญสามารถสร้างด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้
       เชื่อว่าสำหรับวงการเภสัชศาสตร์คงก้าวไกลไปไม่ใช่เล่น เพราะทุกวันนี้มีตัวยารักษาโรคหน้าตาใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อรองรับกับโรคใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย
      

       แต่ดูเหมือนว่า วงการสาธารณสุขไทยเองอาจจะไม่คิดเช่นนั้น
      
       เพราะล่าสุดกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข กำลังมีโครงการยักษ์ เตรียมผลักดันยาสมุนไพรไทยจำนวน 22 รายการ เพื่อบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพิ่มจากที่มีอยู่เดิม 19 รายการ
      
       ปรากฏการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างความฉงนสงสัยให้แก่ผู้คนที่เคยชินกับยาเม็ดแผนปัจจุบันมาตลอดเป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าภาครัฐกระทำเช่นนี้ทำไม แล้วประกาศไปอย่างนี้ คิดเหรอว่าคนจะหันกลับมาใช้กัน
      
       แน่นอน เรื่องแบบนี้ มีที่มาและที่ไป แต่จะเป็นอะไรนั้นก็คงต้องไปพิสูจน์กัน
      
       เส้นทางอันตีบตันของสมุนไพรไทย
       หากถามเล่นๆ ว่าสถานการณ์ของยาสมุนไพรไทยทุกวันนี้เป็นอย่างไร
      
       คำตอบที่ได้รับคงหนีไม่พ้น 'อาการน่าเป็นห่วง!'
      
       เพราะข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าอัตราการใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาลมีเพียง 1.78 เปอร์เซ็นต์ของการใช้ยาทั้งหมดเท่านั้น
      
       โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ดูเลวร้ายเช่นนี้ ก็คือองค์ความรู้เกี่ยวกับ 'ยาสมุนไพรไทย' ใน 'แพทย์ไทย' แผนปัจจุบันมีน้อยมากๆ ประกอบกับความไม่แน่ใจของตัวบุคลากรเองว่ายาแผนโบราณจะมีความสามารถเพียงพอที่จะกำราบโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่
      
       “ข้อมูลของยาสมุนไพรมีน้อยมาก และแพทย์ส่วนใหญ่เองก็ไม่ได้มีความถนัดทางด้านนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่หมอไม่กล้าใช้ เพราะบางทีเราก็ไม่มั่นใจว่า ใช้แล้วปลอดภัยหรือเปล่า ถ้าใช้ไป คนไข้เกิดเป็นอะไร เราก็ต้องรับผิดชอบ ขณะที่ยาปัจจุบัน เรารู้ว่าเป็นยาอย่างไร ผสมอะไรบ้าง ออกฤทธิ์เท่าไหร่ มีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง
      
       “ที่สำคัญจริงๆ แล้วยาแผนปัจจุบันก็มาจากสมุนไพรนี่แหละ แต่มันผ่านการสกัด เอาส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ออกไปแล้ว คือตอนนี้มันเหมือนเราขึ้นบันไดไปแล้ว 10 ขั้น แต่เรื่องนี้มันก็อาจจะเหมือนว่าเราถอยหลังกลับไปขั้นที่ 1 ใหม่” นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา อธิบายถึงการใช้ยาของแพทย์แผนปัจจุบัน
      
       เมื่อคนไม่เชื่อมั่น หมอเองไม่มั่นใจ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ยาสมุนไพรไทย จะกลายเป็นของหายากบนชั้นวางยาของโรงพยาบาลต่างๆ
      
       แต่ถึงบรรดาคนในวงการจะไม่ใส่ใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนคงจะลืมไม่ได้ ก็คือยาเหล่านี้นั้นคลุกคลีกับชีวิตของคนไทยมาหลายร้อยปี และที่สำคัญก็มีคนจำนวนมากมีอายุยืนนานจากยาเหล่านี้ ดังนั้น การละเลยอย่างสิ้นเชิงก็คงจะไม่ใช่เรื่องถูกต้องนัก
      
       ในเรื่องนี้เอง ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มเวชกรรม โรงพยาบาลอภัยภูเบศร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ เรื่องสมุนไพร ได้ขยายความว่า จริงๆ แล้วสมุนไพรมีข้อดีเยอะแยะเต็มไปหมด หลายๆ โรค ยาสมุนไพรนั้นสามารถรักษาได้ผลไม่แพ้ยาฝรั่งเลย และเมื่อยาทั้งสองแบบให้ผลที่ไม่ต่างกัน แล้วทำไมคนไทยถึงไม่เลือกในสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาไทย
      
       “จริงๆ เมืองไทยน่าจะต้องพึ่งตนเองให้มากขึ้นกว่านี้ โดยเฉพาะโรคพื้นฐาน เช่น ไอ แค่น้ำผึ้งกับมะนาวก็ถือว่าใช้ได้แล้ว หรืออย่างที่โรงพยาบาลอภัยภูเบศรเองก็ใช้มะขามป้อมเป็นยาแก้ไอ และจะให้ว่าไปแล้วสมุนไพรเองก็ถือเป็นของธรรมชาติมีอันตรายน้อยกว่าสารเคมีค่อนข้างเยอะ
      
       “และที่สำคัญ หลายๆ ประเทศอย่างจีน หรืออินเดีย ก็ยังใช้ทั้งยาสมุนไพร และยาแผนปัจจุบัน ร่วมกัน โดยส่วนตัวแล้วมองว่า ทุกวันนี้ กระแสโลกมันพัดมาแล้ว คนเริ่มหันมาสู่การแพทย์แนวธรรมชาติมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความแผนปัจจุบันไม่จำเป็นนะ แต่เมื่อกระแสมันจะหวนกลับมา เราก็ควรจะอาศัยจังหวะนี้ให้ประชาชนเริ่มหันไปเชื่อมั่นสู่ภูมิปัญญาดั้งเดิมมากยิ่งขึ้น”
      
       ด้วยเหตุนี้เอง แนวคิดของกระทรวงสาธารณสุขจะบรรจุสมุนไพรไทย เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ จึงถือเป็นจุดตัดที่สำคัญ เพราะเท่ากับทุกวันนี้ ผู้คนกำลังเริ่มหันมาใส่ใจ และยอมรับการใช้สมุนไพรมากยิ่งขึ้น แม้จะยังเป็นอัตราส่วนที่ถือว่าน้อยก็ตาม
      
       ความหวังที่ยังคงต้อง 'รอคอย'
       อย่างไรก็ตาม แม้ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขจะมีแผนการเตรียมไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
      
       แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องยอมรับ ก็คือเรื่องนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะยังต้องต่อสู้กับด่านต่างๆ ที่รอคอยเยอะแยะเต็มไป
      
       ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยา หรือแม้แต่คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ซึ่งมีหน้าที่ในการอนุญาตให้ยาตัวใดที่มีสิทธิ์เข้าอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ
      
       “แม้ผมเองจะส่งเสริมงานด้านสมุนไพร แต่ผมคิดว่ายาที่จะพัฒนาขึ้นสู่บัญชียาหลักแห่งชาติก็ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย ซึ่งผมเข้าใจว่าการประกาศคงเป็นแค่ทิศทาง แต่ไม่สามารถทำได้เร็วนัก” วีรพงษ์ เกรียงสินยศ ผู้จัดการมูลนิธิสุขภาพไทย
      
       แต่เรื่องที่ท้าทายที่สุด คงหนีไม่พ้น 'ความเชื่อ' ของบรรดาผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือตัวผู้ป่วยเอง
      
       “การเข้าบัญชียาหลัก ไม่ได้หมายความว่าบังคับให้ คือมีได้แต่บังคับไม่ได้ คืออยู่กับแพทย์จะใช้ยาอะไร เพราะอย่าลืมว่า ถ้าคนไข้ไม่หายเขาก็เดือดร้อน อย่างยาสมุนไพร จริงถ้ามีข้อมูลพอ ทดลองว่าใช้แล้วหายจริง ก็อาจจะใช้ แต่บางตัวที่ไปโฆษณาเกินจริง รักษาได้ทุกโรค ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เราก็ไม่ใช้ แต่ถ้าถามว่าสนับสนุนไหม เราคงเห็นด้วย เพราะถือว่าเป็นของไทย” นายกแพทยสภาอธิบาย
      
       ขณะที่ เฉลียว ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานและเส้นเลือดในสมองตีบ วัย 63 ปี ก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีคนแนะนำให้ใช้ยาสมุนไพรเยอะแยะเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นมะระขี้นก บอระเพ็ด แต่โดยส่วนตัวแล้วก็คงเลือกใช้ยาแผนปัจจุบัน
      
       “ถ้าจะให้เลือกระหว่างยาแผนปัจจุบันกับสมุนไพร ขอใช้ยาปัจจุบันที่ใช้อยู่ดีกว่า เพราะไม่แน่ใจว่าถ้าใช้สมุนไพรแล้วอาการที่ดีขึ้นจะแย่ลงหรือไม่ ถึงแม้จะรู้ว่าสมุนไพรมีสรรพคุณทางยาแก้โรคได้ แต่โรคที่เป็นค่อนข้างรุนแรงเป็นโรคเฉพาะ ไม่ใช่โรคธรรมดาอย่างเป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อนที่จะใช้สมุนไพรรักษาได้ หรือถ้าจะให้ใช้ควบคู่กันก็กลัวว่า ตัวยาทั้ง 2 แผนจะตีกันทำให้การรักษาแย่ลง”
      
       เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ภารกิจกำจัดอคติในใจ จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันทำ
      
       “เรื่องความเชื่อก็ต้องทำกันไป เพราะของอย่างนี้ต้องใช้เวลา อย่างควินินกว่าคนจะใช้ ยังต้องหุ้มเป็นยาลูกกลอนเลย (หัวเราะ) และที่ผ่านมา เราก็ทิ้งเรื่องพวกนี้ไปเลย ทำให้ความรู้บางอย่างหายไป ซึ่งเราก็คงต้องค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นมา ส่วนอะไรที่คนเริ่มหันมามองว่าแล้ว อย่าง ฟ้าทะลายโจร ซึ่งถ้าคนเป็นหวัดใหม่ๆ กินเข้าไปจะติดใจมาก เพราะมันไม่ทำให้เขาติดเชื้อซ้ำและไม่ล้มหมอนนอนเสื่อ ซึ่งตรงนี้ก็มีงานวิจัยเพียงพอที่จะสนับสนุน แบบนี้ เรายึดพื้นที่ในสิ่งที่พอยึดได้ก่อน คือถ้าคนเริ่มมาใช้เพิ่มขึ้น 20-30 เปอร์เซ็นต์ เราก็พอใจแล้ว” ภญ.ดร.สุภาพรกล่าว
      
       ขณะที่วีรพงษ์เสริมว่า ถึงแม้ในโรงพยาบาลจะใช้ยาสมุนไพรค่อนข้างน้อย แต่ในวิถีชีวิตของชาวบ้านทั่วไปแล้ว ก็มีการใช้อยู่ในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น คนที่ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติมากที่สุดก็คือ แพทย์นั่นเอง ดังนั้นการให้ความรู้ในเรื่องนี้แก่แพทย์จึงถือสำคัญมาก
      
       ซึ่งในเรื่องนี้เอง นพ.สมศักดิ์ก็ไม่ปฏิเสธที่สนับสนุนในประเด็นนี้ เพราะต้องยอมรับว่า ยาสมุนไพรไทยหลายๆ ตัวก็มีสรรพคุณที่ดี ไม่แพ้ฝรั่งเลย อย่างเช่นยาขับลม หรือยาระบาย
      
       ไม่เพียงแค่นั้น หลังจากปรับเปลี่ยนทัศนคติแล้ว สิ่งที่ต้องกระทำต่อไปก็คือ การต่อยอดเพื่อนำไปสู่การพัฒนา โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่เมืองไทยควรจะมีโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยควบคู่กับโรงพยาบาลแพทย์แผนปัจจุบันสักที ที่สำคัญต้องมีการสร้างบุคลากรซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ให้มากขึ้น
      
       “การอธิบายทฤษฎีทางการแพทย์ของสายตะวันออกกับสายตะวันตกนั้นมีความแตกต่างกัน อย่างยาฝั่งตะวันตกก็จะอธิบายด้วยแบคทีเรีย การอับเสบ สารเคมี ส่วนฝั่งตะวันออกก็จะอธิบายด้วย ร้อน เย็น ธาตุ ความไม่สมดุล ซึ่งบางอันก็ใช้ร่วมกันได้ บางทีก็ใช้ไม่ได้
      
       “ที่สำคัญรัฐต้องกล้าลงทุนมากกว่านี้ อย่างเช่นประกาศไปเลยว่า ภายใน 5 ปีนี้จะพัฒนายาอะไรขึ้นมาที่จำเป็น เช่น ยามะเร็ง ความดันหรือเบาหวาน ที่สำคัญต้องมีการสร้างโรงพยาบาลแผนไทยขึ้นมาอย่างจริงจัง อย่างตอนนี้ทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศรเอง ก็เริ่มเปิดคลินิกแพทย์แผนไทย และในบางวอร์ดก็เริ่มมีการทำงานร่วมกัน เช่นแพทย์ทางด้านสมอง เราคิดว่าเตรียมการ ซึ่งจะมีทั้งการบริการ และการสอน ทำวิจัย เพราะต้องยอมรับว่าแพทย์แผนไทย เพิ่งจะฟื้นกลับมาไม่นาน องค์ความรู้หายไปก็ต้องฟื้นขึ้นมาใหม่”
      
       สมุนไพรไทยสู่สังคมโลก
       และเมื่อเส้นทางของสมุนไพรในประเทศไทย มีแนวโน้มที่ดูสดใสมากขึ้น จึงไม่แปลกเลยที่หลายคนเริ่มมองเห็นช่องทางในการเอาสมุนไพรไปสู่ตลาดโลก
      
       อย่างล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ก็มีความคิดจะเอาสมุนไพรไปบุกเบิกในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งในเรื่องนี้ ภญ.ดร.สุภาพร ก็มองว่า ถือเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างมาก เพราะนี่ถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งของประเทศ นอกจากรอยยิ้ม
      
       แต่การจะพัฒนาอะไรให้สำเร็จนั้น คงต้องเริ่มจากในบ้านของตัวเองก่อน หากคนในประเทศไม่ช่วยกันกินกันใช้อย่างเข้มแข็ง แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนอื่นจะหันมาใช้ของๆ เรา
      
       “เราไปทำจรวดแข่งกับคนอื่นไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นเราทำยา ทำสมุนไพร มันเป็นจุดแข็งจริงๆ ไม่แน่ต่อไป เราอาจจะเป็นมหานครแห่งสุขภาพก็ได้ เพราะเราเองก็มีทั้งภูมิปัญญา ความหลากหลายทางชีวภาพที่สูง
      
       “หลายๆ คนมองว่าจีนน่าจะเก่งกว่าอินเดียมีองค์ความรู้มากกว่าเรา แต่ดิฉันเคยไปอินเดียก็เห็นเลยว่าคนนอนอยู่ข้างถนนเป็นหนอน เพราะสังคมของเขาทิ้งกัน แบ่งเป็นชนชั้น ชนชั้นนั้นก็เป็นพาหะของโรคต่างๆ ใครไปก็ไม่มีความสุข แต่พอกลับมาเมืองไทย เดินกินก๋วยเตี๋ยวก็มีความสุขแล้ว เพราะฉะนั้นทุนทางสังคมตรงนี้บางคนอาจจะมองไม่เห็น แต่ถ้ามองไปข้างนอกแล้วมองกลับมา ก็จะเห็นเลยว่า ทุนในเรื่องของทรัพยากรชีวภาพ ทุนในเรื่องของความเป็นคนไทย เอาผสมกับภูมิปัญญาไทย แล้วทำให้มันแข็งแรง มันก็จะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพของเราต่อไปได้”
       ...........
      
       แม้หลายคนจะไม่ค่อยเชื่อมั่นในสมุนไพรเท่าไหร่ เพราะปัญหาจากความเคยชินกับยาแผนปัจจุบัน หรือไม่ก็คำบอกเล่าที่ว่ามันเป็นยาอันตรายบ้าง
      
       แต่เรื่องแบบนี้ คงต้องเปิดใจให้กว้างๆ เข้าไว้ และเงี่ยหูฟังความเห็นจากสิ่งที่อยู่รอบข้างบ้าง เพราะอย่างน้อยๆ การนำสมุนไพรขึ้นสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ ก็ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า จริงๆ แล้วยาพวกนี้อาจจะไม่น่ากลัวอย่างที่คิด และไม่แน่อาจจะเป็นทางเลือกใหม่ ที่ดีกว่า มีประโยชน์กว่า และคุ้มค่ากว่า ทางเลือกที่ใครๆ ก็คุ้นเคยก็ได้
       .........
      
       เปิดรายชื่อ สมุนไพรไทยสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ
       บัญชียาหลักสมุนไพรแห่งชาติ เริ่มมีขึ้นในปี 2542 โดยมียาสมุนไพรขึ้นบัญชีเพียงแค่ 8 รายการเท่านั้น และในปี 2549 มีการบรรจุยาสมุนไพรในบัญชียาหลักเพิ่ม รวมแล้วขณะนี้ มีเพียงแค่ 19 รายการเท่านั้น
      
       แบ่งเป็นยาเดี่ยว 8 รายการ ได้แก่ ขมิ้นชัน ชุมเห็ดเทศ ฟ้าทะลายโจร ขิง พญายอ หรือเสลดพังพอนตัวเมีย ไพล บัวบก และพริก และยาตำรับ 11 รายการ ได้แก่ ยาหอมนวโกศ ยาหอมเทพจิตร ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง ยาธาตุบรรจบ ยาประสะกานพลู ยาเหลืองปิดสมุทร ยาประสะไพล ยาแก้ไข้ห้าราก ยาเขียวหอม ยาจันทน์ลีลา และยาประสะมะแว้ง
      
       สำหรับในปี 2553 กระทรวงสาธารณสุขมีแนวคิดจะเพิ่มยาสมุนไพรอีก 22 ชนิดลงในบัญชียาหลักแห่งชาติ ได้แก่ 1.ว่านหางจระเข้ 2.มะขามแขก 3.หญ้าหนวดแมว 4.เพชรสังฆาต5.กระเทียม 6.ธรณีสัณฑะฆาต 7.ขี้เหล็ก 8.บอระเพ็ด 9.มะระขี้นก 10.สหัสธารา 11.เหงือกปลาหมอ 12.ลูกยอ 13.กระชายดำ 14.ส้มแขก 15.เทพธารา 16.ยาห้าราก 17.น้ำมันไพร 18.มะขามป้อม 19.คำฝอย 20.หญ้าดอกขาว 21.ชะพลู 22.เถาวัลย์เปรียง

 

ที่มา  ASTVผู้จัดการรายวัน 19 เมษายน 2553 

Last Updated ( อังคาร, 20 เมษายน 2010 )
< Previous   Next >