Home arrow News arrow ร้อนนี้ ระวัง! ไข้เลือดออก
ร้อนนี้ ระวัง! ไข้เลือดออก Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 11 มีนาคม 2010
“สถานการณ์ไข้เลือดออกระบาดแรง”
      
       นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ว่า กรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกในช่วง 7 สัปดาห์ ปี 53 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ถึงสิ้นเดือน ก.พ.53 พบว่า ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มสูงขึ้นมาก มีจำนวนถึง 4,425 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 51 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 ซึ่งมีรายงาน 2,914 คน และมีผู้เสียชีวิต 3 คน ซึ่งเป็นดัชนีที่ทำให้กระทรวงสาธารณสุข จะต้องเร่งดำเนินการป้องกันควบคุมโรค เนื่องจาก เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์คาดว่า ปีนี้ แนวโน้มจำนวนผู้ป่วยจะสูงขึ้น

**รู้จักไข้เลือดออก
      
       ไข้เลือดออก เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ พบในยุงลาย เชื้อไวรัสเดงกี่ จะอาศัยอยู่บริเวณผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง ดังนั้น เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่ที่ต่อมน้ำลายไปกัดคน เท่ากับว่า คนๆ นั้นรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายไปเต็มๆ และจะมีอาการไข้ขึ้นสูงประมาณ 2-7 วัน ซึ่งในช่วงนี้หากยุงกัดผู้ป่วยก็จะนำเชื้อไปแพร่สู่ผู้อื่นต่อไป
      
       เชื้อไวรัสเดงกี่ ที่ทำให้เกิดไข้เลือดออกมี 4 สายพันธุ์ โดยทั่วไปหากผู้ป่วยได้รับเชื้อจากสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง จะทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานสำหรับสายพันธุ์นั้นได้ตลอดชีวิต แต่ป้องกันสายพันธุ์อื่นได้เพียง 3-6 เดือนเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะป้องกันไข้เลือดออกที่จะระบาดในปีถัดๆ ไป หากเชื้อที่ระบาดนั้นเปลี่ยนสายพันธุ์ไป ดังนั้น คนๆ หนึ่งยังสามารถติดเชื้อสายพันธุ์ที่เหลือได้ และการติดเชื้อครั้งที่ 2 นี้ มักเกิดอาการที่รุนแรงมากกว่าการติดเชื้อครั้งแรก แม้ว่าเคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน ก็สามารถเป็นซ้ำได้ หากไม่ได้
      
       **ป้องกันยุงลายกัด
       สิ่งสำคัญที่จะบอกว่าคนๆ นั้น อาจเป็นไข้เลือดออกหรือไม่
       1.มักจะมีไข้ขึ้นสูง 2-7 วัน (อาจสูงถึง 40 องศาเซลเซียส)
       2.เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หน้าแดง
       3.ในรายที่มีเกร็ดเลือดต่ำ อาจเห็นจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆ ตามผิวหนัง เนื่องจากมีเลือดออกที่ผิวหนัง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรคไข้เลือดออก
       4.อาจมีอาการปวดท้อง เนื่องจากมีตับโตในช่องท้อง
      
       โดยทั่วไปผู้ป่วยไข้เลือดออก ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่มากและหายได้เอง แต่ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น แผลในกระเพาะอาหาร อาจมีอาการเลือดออกรุนแรงได้ มีเพียงส่วนน้อยที่อาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเลือดออกมากโดยตัวไข้เลือดออกเอง โดยเฉพาะในทางเดินอาหาร หรือมีสารน้ำรั่วออกจากหลอดเลือดมากจนความดันโลหิตต่ำ ช็อก และหมดสติ หรือมีอาการตับวาย ไตวายแทรกซ้อน จนเสียชีวิตได้
      
       วิธีวินิจฉัยง่ายๆ คือ หากมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจจะเกิดจากเชื้อไวรัสตัวอื่น ซึ่งยากต่อการวินิจฉัยของแพทย์ แต่ถ้ามีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามลำตัว ก็จะทำให้แพทย์สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกมากขึ้น ดังนั้นในการวินิจฉัย แพทย์จึงต้องคำนึงถึงโรคไข้เลือดออกก่อนเสมอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการไข้แบบเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว และตรวจไม่พบแหล่งติดเชื้อเฉพาะที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย แพทย์จะทำการซักประวัติและสอบถามถึงสภาพแวดล้อมของที่พักอาศัย ถ้าอยู่ในละแวกที่มีน้ำขัง ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายอย่างดี ก็จะเพิ่มความสงสัยไข้เลือดออกมากขึ้น แต่ข้อพึงสังวรณ์คือ ผู้ป่วยไข้เลือดออกพบได้ทั่วประเทศไทย เพราะว่าแหล่งเพาะพันธุ์ยุงมีโอกาสพบทุกบ้าน ในปัจจุบันเราสามารถนำผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการมาช่วยในการวินิจฉัยโรคได้เป็นบางกรณี เช่น การตรวจความข้นของเม็ดเลือดและจำนวนเกร็ดเลือดที่อาจต่ำ นอกจากนี้ยังมีการตรวจวินิจฉัยเชิงลึก ซึ่งต้องพิจารณาตรวจเป็นรายๆ ไป
      
       **รักษาได้หรือไม่
       โรคไข้เลือดออก มักจะพบมากในเด็ก แต่กว่าจะมั่นใจว่าเป็นไข้เลือดออก แพทย์จะให้การรักษาไปตามอาการก่อนแล้ว เช่น มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมาก กินน้ำและอาหารได้น้อย ปากแห้ง ก็จะให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด และหากมีอาเจียนปนเลือด หรือถ่ายดำ จะต้องให้เลือดทดแทน หลังจากมีไข้ หากมีมือเท้าเย็น เนื่องจากความดันโลหิตต่ำ จะต้องให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดในปริมาณที่มากขึ้นทันที
      
       ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการในวันแรกๆ ไม่มาก แพทย์จะอนุญาตให้กลับไปดูอาการที่บ้านได้ ร่วมกับให้คำแนะนำแก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ให้คอยสังเกตอาการของเด็ก และจะนัดตรวจร่างกายเป็นระยะๆ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ผู้ป่วยจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไปตรวจตามแพทย์นัด และหากมีอาการเปลี่ยนแปลงหรือไม่แน่ใจ ให้รีบพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะในช่วง 5-7 วันของอาการไข้สูง
      
       **การปฏิบัติตัวขณะป่วย
       1.ดื่มน้ำ หรือน้ำเกลือแร่ให้เพียงพอ วิธีสังเกตว่าดื่มน้ำเพียงพอหรือไม่ คือ ให้สังเกตปัสสาวะ จะต้องเป็นสีเหลืองอ่อน หากเป็นสีเหลืองเข้มหรือสีชา แสดงว่าร่างกายยังขาดน้ำอยู่
       2.กินยาลดไข้ โดยให้ใช้ยาพาราเซตามอลตามขนาดที่แพทย์สั่ง ห้ามเกินขนาด เพราะอาจเป็นสาเหตุของตับอักเสบจากยาพาราเซตามอลได้
       3.ห้ามใช้ยาแอสไพริน เพราะอาจทำให้เลือดออกง่ายและมากขึ้นได้
       4.หากอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ อาเจียนมาก ดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย มือเท้าเย็น ควรไปพบแพทย์ทันที เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายว่า ผู้ป่วยอาจมีความดันโลหิตต่ำและช็อก หมดสติได้
       5.โรคไข้เลือดออก ไม่ติดต่อทางการสัมผัส หรือกินอาหารร่วมกัน
       6.เมื่อมีไข้ หากจะอาบน้ำ ให้อาบด้วยน้ำอุ่น หรือเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น เพราะหากใช้น้ำเย็น ผู้ป่วยจะสูญเสียความร้อนจากร่างกายมาก อาจเกิดอาการสั่นได้
      
       **เราสามารถป้องกันได้เพียง....
       1.พยายามอย่าให้ยุงลายกัด เช่น นอนในมุ้ง ทาโลชั่นกันยุงหากอยู่ในแหล่งยุงลายชุกชุม
       2.ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายในบ้านและบริเวณรอบบ้าน โดย
       - ปิดตุ่มน้ำ
       - เลี้ยงปลาสำหรับกินลูกน้ำยุงลาย เช่น ปลาหางนกยูง
       - น้ำหล่อขาตู้กับข้าวให้ใส่ทรายอเบท
       - ขวดแก้ว ภาชนะที่อาจมีน้ำขังให้คว่ำ
       - หลุมบ่อรอบบ้านที่อาจมีน้ำขัง ให้กลบทำลาย เพราะอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้
      
       และทั้งหมดนี้ หากร่วมแรงร่วมใจ ไข้เลือดออกหยุดระบาดแน่ครับ

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 มีนาคม 2553 

< Previous   Next >