Home arrow News arrow ซูชิเรืองแสงโผล่ในห้างดัง
ซูชิเรืองแสงโผล่ในห้างดัง Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 26 กุมภาพันธ์ 2010
แฉเกือบทุกโรงงาน'ปักเป้า'ผสมลูกชิ้น
               
ถึงคิว"ซูชิเรืองแสง"สั่งเก็บตัวอย่างในห้างดังตรวจสอบแล้ว ขณะที่รองประธานสมาคมการประมงฯ แฉเกือบทุกโรงงาน แอบใช้  “ปักเป้า” ผสมทำลูกชิ้นปลา เพราะราคาถูก แถมได้ลูกชิ้นขาวสวยน่ากิน จี้ อย. ออกกฎหมายใช้ปลาปักเป้าชนิดปลอดพิษทำอาหารได้ ด้านเลขาธิการ อย. ติดเบรก ย้ำต้องศึกษาให้รอบคอบ พร้อมคุมเข้มขายลูกชิ้นปลา ร่อนหนังสือถึงโรงงาน แปะฉลากบนถุงบรรจุ ประสาน กทม.-สาธารณสุขทั่วประเทศ ตรวจเข้มตามตลาดสด 

เมื่อวันที่ 25 ก.พ. นายสุทิน ชาวปากน้ำ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร ในฐานะรองประธานสมาคมการประมงแห่ง ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลักลอบนำปลาปักเป้ามาผลิตลูกชิ้นว่า ในการผลิตลูกชิ้นปลาจะใช้ปลาไม่ต่ำกว่า 10 ชนิด เช่น ปลาดาบลาว ปลาอินทรีย์ แต่ปลาปักเป้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่นำมาใช้เป็นส่วนผสมด้วย โดยใน 100 กก. จะมีปลาปักเป้าประมาณ 30 กก. เพราะจะทำให้ได้ลูกชิ้นปลาที่ขาวสวยน่ารับประทาน ที่สำคัญราคาถูกอยู่ที่ กก.ละไม่ถึง 10 บาท ทั้งนี้เชื่อว่าเกือบทุกโรงงานจะใช้ปลาปักเป้าเป็นส่วนผสมทำลูกชิ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าหากผู้แล่ปลามีความชำนาญก็จะไม่มีพิษผสมอยู่
   
“ทุกวันนี้ชาวประมงจับปลาปักเป้าได้วันละหลายสิบตัน นอกจากนำมาเป็นส่วนผสมทำลูกชิ้นปลาแล้ว ยังนำมาแปร รูปทำปลาหวาน ปลาเส้น อีกด้วย ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.เป็นเจ้าภาพประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อประมาณ 2-3 เดือนก่อน ได้ข้อสรุปว่า อนุญาตให้นำปลาปักเป้าสายพันธุ์สปาดีเชียส ซึ่งปลอดพิษมาใช้ได้เพียงสายพันธุ์เดียว ส่วนสายพันธุ์อื่นยังไม่อนุญาต ตอนนี้ก็รออยู่ว่า เมื่อไหร่ อย. จะออกประกาศให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียที อยากให้เร่งดำเนินการเร็ว ๆ ผู้ประกอบการที่นำปลาปักเป้ามาใช้จะได้ทำให้ถูกต้อง ไม่มีปัญหา ที่ผ่านมาหลายคนถูกจับกุม ต้องเสียค่าปรับเป็นหมื่นเป็นแสนบาท” นายสุทินกล่าว
   
ด้าน นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการ อย. กล่าวว่า การอนุญาตให้นำปลาปักเป้ามาแปรรูป ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะบ้านเราค้าปลากันอย่างเสรี การควบคุมการชำแหละในเชิงปฏิบัติถือว่ายาก และไม่รู้ว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด ที่สำคัญพิษของมันทำให้เสียชีวิตได้ หากแล่ไม่ถูกต้อง จึงต้องมีการขึ้นทะเบียนผู้แล่ แต่ปัจจุบันแรงงานส่วนใหญ่เป็นต่างด้าว ทำให้อาจมีปัญหา และเวลามีปัญหากับผู้บริโภคใครจะรับผิดชอบ ขณะนี้หากโรงงานใดถูกจับได้ว่าใช้ปลาปักเป้ามาแปรรูปทำอาหาร จะต้องถูกดำเนินคดี
   
ส่วนปัญหาลูกชิ้นปลาเรืองแสงนั้น เลขาธิการ อย. กล่าวว่า ได้สั่งการให้กองควบคุมอาหาร กำชับไปยังโรงงานผู้ผลิตลูกชิ้นปลาทุกแห่ง ให้ดำเนินการกระบวน  การผลิตให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน เช่น ชื่อโรงงานผู้ผลิต ส่วนประกอบ วันเดือนปีที่ผลิต และวันหมดอายุ ซึ่งโรงงานทุกแห่งต้องรับผิดชอบต่อผู้บริโภค แต่จะให้เวลาในการปรับปรุงและปรับเปลี่ยนกระบวนการบรรจุสักระยะ ส่วนตลาดสดต่าง ๆ ก็ต้องช่วยดูแลด้วย โดยจะประสานไปยัง กทม. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ขอความร่วมมือไปยังตลาดสดต่าง ๆ ต่อไปนี้การจำหน่ายลูกชิ้นปลาจะต้องมีฉลากกำกับ จะแบ่งบรรจุไม่ได้ เวลามีปัญหาจะได้ทราบโรงงานผลิต ซึ่งอาจมีการอายัดและทำลายลูกชิ้นต่อไป
   
ทางด้าน นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวถึงการตรวจพบการปนเปื้อนของโฟโตแบคที เรียมในลูกชิ้นปลาเรืองแสงว่า ถือเป็นองค์ความรู้ใหม่ เพราะเกิดขึ้นครั้งแรก แม้ในปลายปี 2551 จะพบลูกชิ้นเรืองแสงที่ จ.นนทบุรี แต่ยังไม่มีการตรวจพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการ ดังนั้นในการประชุมทางวิชาการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และการประชุมทางวิชาการของกระทรวงสาธารณสุข ว่าจะมีการนำเสนอเรื่องนี้ และในวันที่ 10 มี.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันสถาปนากรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ จะจัดเสวนาหัวข้อ เบื้องหลังตรวจลูกชิ้นเรืองแสง ง่ายเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา
   
“ลูกชิ้นปลาเรืองแสง ไม่น่ากลัว เพราะแบคทีเรียที่พบไม่ก่อโรคในคน แต่ที่น่ากลัวคือซูชิเรืองแสง ที่เชียงราย เพราะคนจะกินโดยไม่ผ่านความร้อน ล่าสุดผมได้สั่งให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์จังหวัด เข้าไปเก็บตัวอย่างซูชิที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังมาตรวจสอบดูว่ามีการเรืองแสงและปนเปื้อน แบคทีเรียหรือไม่ คงรู้ผลเร็ว ๆ นี้” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวและว่าแม้จำนวนแบคทีเรียที่ตรวจพบในลูกชิ้นปลาเรืองแสงมีปริมาณไม่เกิน 1 ล้านตัวใน 1 กรัม แต่ที่ตรวจพบก็ถือว่าเยอะ.

ที่มา  หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ วันศุกร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553

< Previous   Next >