Home arrow News arrow สาธารณสุขไทยบทเรียนจากกรณี"ป้าเช็ง"
สาธารณสุขไทยบทเรียนจากกรณี"ป้าเช็ง" Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 28 มกราคม 2010

        ไม่ว่าบทสุดท้ายของกรณี คณะกรรมการอาหารและยา กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ดำเนินคดีอย่างน้อย 4 ข้อกล่าวหากับ
        น.ส.ศรวรรณ ศิริสุนทรินทร์ หรือ “ป้าเช็ง” อายุ 72 ปี เจ้าของธุรกิจน้ำมหาบำบัด ที่ประกาศอวดอ้างสรรพคุณรักษาสารพัดโรค ผลจะออกมาอย่างไร ก็ต้องถือว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นและปรากฏเป็นข่าวสืบเนื่องกันมาตลอดสัปดาห์ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า คุณภาพชีวิตของประชาชนไทย โดยเฉพาะด้านการสาธารณสุขพื้นฐาน ตลอดจนถึงในรายของผู้ที่ป่วยเป็นโรคร้ายแรงหมดทางรักษา อยู่ในภาวะที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขจะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ

 ขณะที่วิทยาการด้านการแพทย์ กอปรกับความสามารถของแพทย์ทั่วไปและแพทย์เฉพาะทางในประเทศไทย ถูกจัดไว้ในลำดับต้นๆ และเป็นที่เชื่อถือระดับนานาชาติ อันเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐาน การให้บริการแก่ผู้เจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นที่ไว้วางใจของผู้ขอรับบริการ ประเด็นที่น่าพิจารณาจึงอยู่ที่ว่า ผู้ป่วยไข้ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลทันสมัย ทั้งเครื่องมือและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยเงื่อนไขต่างๆ เช่น ความยากจน สถานพยาบาลมีไม่เพียงพอ หรือเป็นเพราะการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อของบรรดาผู้ประกอบการนอกการควบคุมของกระทรวงสาธารณสุข

 มีเสียงพูดกันว่า สาเหตุที่มีผู้เข้ารับบริการรักษาพยาบาลนอกระบบจำนวนมาก เป็นเพราะพวกเขาหมดหวังกับการรักษาโรคเรื้อรังร้ายแรงด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งทำได้แค่ประคับประคองไปจนกว่าจะเสียชีวิตเท่านั้น เช่นนี้แล้ว การหันหน้าเข้าพึ่งพิง "ทางเลือก" อื่นจึงเกิดขึ้น แม้ว่าจะเห็นผลทางด้านจิตใจเท่านั้นก็ตาม แต่ในทางกลับกัน ทางการแพทย์ยืนยันว่า ทางเลือกเช่นว่านี้จะยิ่งทำให้ผู้เจ็บป่วยทรุดหนัก และปิดโอกาสที่จะเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธีและทรมานน้อยที่สุด

 เมื่อสภาพความเป็นจริงดำรงอยู่เช่นนี้ ย่อมทำให้เชื่อได้ว่า การรักษา และจำหน่ายจ่ายแจก "สิ่งที่เรียกว่ายา" ให้แก่ผู้ป่วย ย่อมจะต้องเป็นที่แพร่หลายไปทุกหนแห่งเท่าที่มีผู้ป่วยโรคเรื้อรังและสิ้นหวังดำรงอยู่ เพียงแต่ว่าไม่เป็นข่าวขึ้นมา หรือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐยังเอื้อมมือไปไม่ถึงเท่านั้น เท่ากับว่า หน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขนับจากนี้จะต้องดำเนินนโยบายเชิงรุกมากขึ้น เพื่อเข้าถึงผู้ป่วยเหล่านั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะเดียวกันก็เป็นการป้องปรามผู้ประกอบการนอกระบบและหมอเถื่อนต่างๆ ไปด้วยในตัว

 

ที่มา  หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2553

< Previous   Next >