Home arrow News arrow ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กับความเข้าใจที่ถูกต้องในการรับวัคซีนป้องกัน
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กับความเข้าใจที่ถูกต้องในการรับวัคซีนป้องกัน Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 27 มกราคม 2010
Image

 

 

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 กับความเข้าใจที่ถูกต้องในการรับวัคซีนป้องกัน

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ในประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552 ถึง 2 มกราคม 2553 รวมทั้งสิ้น 29,921 ราย เสียชีวิต 192 ราย และล่าสุดพบผู้เสียชีวิตเป็นรายแรกของปี ที่ จ.เชียงใหม่ เป็นเพศหญิงวัย 30 ปี ทำให้เป็นที่ยืนยันว่าสถานการณ์การระบาดของโรคได้เวียนกลับมาอีกระลอก

สถานการณ์การกลับมาระบาดอีกระรอก ทำให้สาธารณะสุขออกโรงเตือนถึงการป้องกันโรคด้วยการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ร่วมด้วยการออกกำลังกาย และที่สำคัญคือการรณรงค์ฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง

แต่ที่ผ่านมาการฉีดวัคซีนในปี 2552 ที่เป็นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล พบว่ามีกลุ่มเสี่ยงมารับการฉีดวัคซีนน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้มาก จากเดิมที่ตั้งไว้วันละ 10,000 คน แต่มีผู้มารับวัคซีนเพียงวันละ 1,500 คนเท่านั้น และที่สำคัญคือ ที่ผ่านมามีข่าวการเสียชีวิตจากผู้เข้ารับวัคซีน ทำให้ประชาชนมีความกังวลต่อการฉีดวัคซีนดังกล่าว และจากการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจในเรื่องการเข้ารับวัคซีน รวมถึงความจำเป็นของกลุ่มเสี่ยงที่ต้องฉีดวัคซีน

ในปี 2553 นี้ สาธารณสุขได้นำ วัคซีนตัวใหม่ คือ วัคซีนเชื้อตายที่สั่งนำเข้าจากต่างประเทศอยู่ในคลังขององค์การเภสัชกรรมแล้ว 1 ล้านโดส พร้อมจะฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงก่อน นับตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม เป็นต้นไป แต่ต้องโดยความสมัครใจ


หากกล่าวถึงวัคซีนตัวใหม่นี้ วัคซีนจากเชื้อตาย ถือได้ว่ามีความปลอดภัย 100% เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไม่ก่อให้เกิดโรคหรืออาการเจ็บป่วยใดๆ สามารถให้ได้เกือบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนแก่ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยโรคหอบหืด หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ สามารถใช้ได้ ทว่าวัคซีนเชื้อตายอาจสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดีเท่าวัคซีนเชื้อเป็น และอาจมีราคาสูงกว่าเนื่องจากในการผลิตจำเป็นต้องใช้ไข่เพาะเชื้อมากกว่า หากแต่วัคซีนเชื้อเป็น กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตและทดลองในปัจจุบัน


ใครที่ต้องได้รับวัคซีน???? สำหรับวัคซีนกลุ่มที่ควรได้รับอันดับแรก คือกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดอาการแทรกซ้อนหลังจากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ และบุคคลผู้ดูแลผู้ที่มีความเสี่ยงสูง อย่างแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณะสุข ซึ่งอาจแยกได้ ดังนี้

1) บุคคลทุกกลุ่มอายุที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด ผู้ที่มีระบบหายใจไม่ปกติหรือเสี่ยงต่อการสำลัก ผู้ที่มีโรคลมชัก ผู้ที่ไขสันหลังได้รับอันตราย ผู้ป่วยความจำเลอะเลือน ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบประสาทกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยโรคระบบหัวใจที่ไม่ใช่โรคความดันโลหิตสูง
2) บุคคลทุกกลุ่มอายุ ที่ต้องเข้ารับการรักษาหรือเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำในช่วงปีที่ผ่านมา จากโรคเรื้อรังต่างๆ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคไต โรคเลือด ผู้มีภูมิคุ้มกันเสื่อมหรือบกพร่อง ผู้ติดเชื้อเอ็ชไอวี รวมทั้งผู้ที่ได้รับยากดระบบอิมมูน
3) บุคคลทุกกลุ่มอายุที่เข้ารับการดูแลบริบาลอยู่ในสถานพักฟื้น และสถานที่รับดูแลโรคเรื้อรังต่างๆ
4) บุคคลอายุ 6 เดือนถึง 18 ปี ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยแอสไพริน เป็นประจำเป็นเวลานาน และมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดกลุ่มอาการไรย์ หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่
5) บุคคลที่อายุ 65 ปีขึ้นไป
6) เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 23 เดือน
นอกจากนี้ กลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ บุคคลที่ทำหน้าที่สาธารณะ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ

ใครเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงจากการฉีดวัคซีน??? ขณะเดียวกันยังมีความกังวลของประชาชนว่าวัคซีนดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลข้างเคียง เนื่องจากมีข่าวผู้ได้รับอันตรายจากวัคซีนปรากฏประปราย รวมทั้งข่าวบริษัทยาเรียกเก็บวัคซีนคืน เพราะว่าคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ทำให้อัตราการฉีดวัคซีนในประเทศต่างๆ ไม่สูงเท่าที่ควร


แต่ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก ก็ยังคงยืนยันว่า ข้อมูลจาก 16 ประเทศที่ให้วัคซีนแก่ประชาชนแล้วประมาณ 65 ล้านคนนั้น จากการติดตามผลพบว่ามีความปลอดภัยเทียบเท่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่ใช้มานานกว่า 60 ปี


สำหรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 นี้ มีข้อห้ามให้บริการกับผู้ที่แพ้อาหารที่ทำจากไข่ทุกชนิด หรือเคยแพ้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรง เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ผู้กำลังมีไข้ หรือกำลังเจ็บป่วยเฉียบพลัน เนื่องจากวัคซีนดังกล่าวมีการใช้ส่วนประกอบของไข่ขาวและโปรตีนในการผลิต หากผู้ที่มีอาการแพ้และได้รับวัคซีนจะทำให้เกิดผลข้างเคียงได้


อาการแพ้วัคซีน โดยผู้ฉีดอาจจะมีอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่รุนแรง ที่พบได้บ่อยมากกว่าร้อยละ 1 แต่ไม่เกินร้อยละ 10 คือ อาการปวดศีรษะ เหงื่อออก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ไข้ เมื่อยล้า สั่น ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายเองใน 1-3 วันหลังเกิดอาการ ส่วนอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง ที่มีรายงานพบได้น้อยกว่า 1 ในแสน คือ อาการแพ้รุนแรงบวมตามร่างกาย การอักเสบของหลอดเลือด ชักจากไข้สูง ปริมาณเกล็ดเลือดลดลง อาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ปากเบี๊ยว กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งต้องพบแพทย์ เพื่อรักษาอาการอย่างเร่งด่วน

สามารถรับวัคซีนได้ที่ใด??? สำหรับผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีประวัติในโรงพยาบาลต่างๆ ทางโรงพยาบาลจะทยอยติดต่อกลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับวัคซีนเพื่อนัดวันเวลาในการเข้ารับวัคซีน แต่หากผู้ที่รู้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับวัคซีนแต่ยังไม่ได้รับการติดต่อ สามารถติดต่อไปได้ทางโรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ใกล้บ้าน เพื่อรับข้อมูลและรับบริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ตั้งแต่ วันที่ 11 มกราคม - 31 มีนาคม 2553

 

ที่มา  สำนักข่าวแห่งชาติ  27 มกราคม 2553

Last Updated ( พุธ, 27 มกราคม 2010 )
< Previous   Next >