Home arrow News arrow จุฬาฯเตือนภัยโลกร้อน ผุดโรคติดต่อชนิดใหม่-สธ.คุมเข้ม 13โรคร้าย
จุฬาฯเตือนภัยโลกร้อน ผุดโรคติดต่อชนิดใหม่-สธ.คุมเข้ม 13โรคร้าย Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 18 มกราคม 2010

       

Image

 

        นักวิชาการเตือนคนไทยระวัง!!ภาวะโลกร้อนจะนำ "โรคติดต่อ"ชนิดใหม่เข้ามา พร้อมให้จับตา พายุไต้ฝุ่น แผ่นดินไหว สึนามิอาจจะกลับมาเยือนอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ต้องระวัง "คลื่นความร้อน"มีสิทธิ์เปลี่ยนทิศเข้าไทย ด้านสำนักโรคอุบัติใหม่เตือนให้ระวังเชื้อไวรัสอาจจะมีการกลายพันธุ์ ขณะที่โรคที่เคยหายไปจากเมืองไทยจะเกิดขึ้นใหม่อีกนับสิบชนิด

ภาวะโลกร้อนได้ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทั่วทุกมุมโลก เราจะเห็นข่าวคราวตามสื่อโทรทัศน์ถึงการเกิดพายุหิมะ พายุโซโคลน พายุไต้ฝุ่น สึนามิ แผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่อง นับว่าสิ่งเหล่านี้ถือเป็นอันตรายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ประเทศไทยแม้ว่าจะพบปัญหาภัยธรรมชาติหลายชนิดอยู่เป็นระยะๆแต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินมากมายนัก หากเปรียบเทียบกับอีกหลายๆประเทศ แต่ในอนาคตไม่เกิน 10 ปีนับจากนี้ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเชื่อว่าไทยประเทศไทย มิอาจหลีกเลี่ยงภัยธรรมชาติที่รุนแรงเหมือนกับนานาประเทศได้
      
       จับตาภัยธรรมชาติอุบัติซ้ำ
      
       ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับ "ผู้จัดการ 360 องศารายสัปดาห์" ว่าในรอบ 2-3ปีที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกคงรู้สึกเหมือนกันว่าภูมิอากาศของโลกดูจะมีความผันผวนผิดไปจากเดิม ฝนตกหนักและถี่ขึ้น เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และบางช่วงก็เกิดพายุฝนรุนแรง ขณะที่บางช่วงอากาศร้อนจัด และในพื้นที่บางแห่งก็เกิดความแห้งแล้งต่อเนื่องยาวนาน ที่เมืองไทยเองช่วงใกล้สิ้นปีควรเป็นช่วงเวลาที่อากาศหนาวมาเยือนแล้ว แต่ปรากฏว่าในหลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกหนักเกือบทุกวันราวกับอยู่ในฤดูฝน นั่นเกิดจากการที่อากาศวิปริต เพราะโลกร้อนขึ้น 1องศา เมื่อเทียบกับเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว
      
       "ฟังเผินๆ อาจจะคิดว่า ร้อนเพิ่มขึ้นนิดเดียวเอง แต่นั่นคืออุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งโลกและเฉลี่ยตลอดปี ซึ่งในความเป็นจริงแผ่นดินมักจะร้อนมากขึ้นกว่าพื้นน้ำ ดังนั้นแผ่นดินซึ่งมีพื้นที่เพียงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นผิวโลกอาจจะร้อนขึ้นถึง 3-4 องศา ขณะที่น้ำทะเลซึ่งมีพื้นผิวมากกว่าแผ่นดินถึง 4 เท่าอาจจะร้อนขึ้นเพียงเล็กน้อย"
      
       ผู้อำนวยการศูนย์ ขยายความต่อว่า การที่โลกทั้งโลกจะร้อนเพิ่มขึ้น 1 องศานั่นหมายความว่าแผ่นดินจะต้องร้อนเพิ่มขึ้นมากกว่าทะเลถึง 4 เท่า อุณหภูมิระหว่างบนฝั่งกับในทะเลที่แตกต่างกันมากขึ้นนี้ จะทำให้ลมที่พัดจากทะเลเข้าหาฝั่งอย่างเช่นลมมรสุมหรือลมประจำถิ่นอื่นๆ พัดรุนแรงขึ้น พายุหมุนก็จะมีโอกาสเกิดได้บ่อยขึ้นด้วย สิ่งที่ตามมาก็คือลมจะพาไอน้ำจากทะเลเข้ามาหาฝั่ง และเมื่อปะทะกับภูเขาและแผ่นดินบริเวณชายฝั่ง มวลอากาศก็จะยกตัวสูงขึ้นกระทบกับอากาศเย็นข้างบน เกิดเป็นเมฆและฝน เพราะฉะนั้นบริเวณชายฝั่งก็จะมีฝนตกมากขึ้น
      
       ณ เวลานี้ ประเทศไทยอาจจะโชคดีกว่าหลายๆประเทศ แต่ไม่อยากให้นิ่งนอนใจเพราะภาวะโลกร้อนนี้จะนำมาซึ่งความเสียหายที่เราไม่อาจคาดคะเนได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ในช่วงระยะเวลา 10 ปีนับจากนี้ แต่หากจะถามว่าจะมีเหตุการณ์ใหม่ๆที่ไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเราจะเกิดขึ้นหรือไม่ คำตอบก็คือไม่มีความเป็นไปได้ แต่สิ่งที่เราจะต้องระวังคือภัยธรรมชาติอุบัติซ้ำ ซึ่งคือสิ่งที่เกิดเกิดขึ้นมาแล้วแต่ได้หายไปจากเมืองไทย อาทิ พายุไซโคลน พายุไต้ฝุ่น
      
       "พายุนี่ต้องระวังเพราะในช่วงที่เคยเกิดเมื่อปี 2500 - 2530 ปรากฏว่าไม่เคยเกิดอีกหรือถ้าเกิดก็จะไม่รุนแรงแต่อีก 5-10 ปีข้างหน้าจะเกิดอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้มากซึ่งจากนี้ไปถือเป็นช่วงขาขึ้นของพายุ"
      
       นอกจากนี้ ภัยจากแผ่นดินไหวยังคงมีอยู่เพราะประเทศไทยมีรอยเลื่อนซึ่งยังคงมีพลังงานมหาศาลอยู่ โดยจะสังเกตจากรอยเลื่อนที่ปรากฏเป็นน้ำพุร้อนที่ผุดขึ้นมาบนพื้นดิน โดยกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆโดยเฉพาะจังหวัดระนอง และกาญจนบุรี หากเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยเชื่อว่าเราจะมีปัญหามากที่สุดโดยเฉพาะการเตรียมการรับมือเพราะเท่าที่รู้ปัจจุบันตึก อาคารสูงๆจำนวนมากไม่ได้ถูกวางแผนไว้เพื่อรับมือกับแผ่นดินไหว
      
       ขณะที่สึนามิซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อ 5 ปีที่แล้วอาจจะยังไม่ปรากฏความรุนแรงมากนักถ้าเปรียบเทียบกับที่เคยเกิดที่ฝั่นอันดามัน แต่มันยังคงสะสมพลังงานเพื่อรอการปะทุอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราจึงไม่ควรประมาทเด็ดขาด
      
       ระวัง!!คลื่นความร้อน - โรคติดต่อ
      
       อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากเตือนให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ระวังและควรจะมีการติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลาคือการเกิดคลื่นความร้อน และโรคติดต่อชนิดใหม่ๆ โดยเฉพาะการเกิดคลื่นความร้อนซึ่งได้เกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศทั้งออสเตรเลีย บังคลาเทศ แต่ต้องมีปัจจัยเอื้อคือเกิดสภาพอากาศที่ร้อนจัด อุณหภูมิสูงปกคลุมภาคพื้นทวีปมากกว่า 42 องศาเซลเซียสติดต่อกันนานหลายวัน ประกอบกับความชื้นสูงจากทะเลจีนใต้หรืออันดามันแผ่เข้ามาปกคลุม จึงจะทำให้เกิดคลื่นความร้อนในพื้นที่นั้นๆลักษณะของคลื่นความร้อนคือเหมือนกับว่าเรานำผ้าห่มที่ร้อนจัดมาปกคลุมบรรยากาศไว้ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วหากร่างกายคนที่อยู่ในภาวะนั้นไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะส่งผลต่อชีวิต
      
       สำหรับโรคชนิดใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีการปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศได้ดีมาก โดยในเรื่องนี้โดยส่วนตัวเชื่อว่ากระทรวงสาธารณสุขของไทยจะสามารถรับมือได้
      
       "ผมไม่ห่วงโรคระบาดเท่ากับคลื่นความร้อนเพราะเชื่อว่าโรคระบาดนั้นมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและที่ผ่านมาเราสามารถรับมือได้ค่อนข้างดี แต่หากเกิดคลื่นความร้อนแล้วเชื่อว่าจะสร้างโกลาหลไม่น้อยเพราะเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเราจึงอยากเตือนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการสำหรับเรื่องนี้ด้วย"ดร.อานนท์กล่าว
      
       ระวัง13 โรคระบาดใหม่ที่มีกับภาวะโลกร้อน
      
       ด้านกระทรวงสาธารณสุขโดยสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมการรับมือกับโรคสัตว์สู่คนอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำที่ต้องเฝ้าระวังไว้เช่นกัน
      
       สัตวแพทย์หญิงดาริกา กิ่งเนตร ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ บอกว่า ในช่วง10ที่ผ่านมา ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีโรคที่จัดว่าเป็นโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำที่รุนแรงเกิดขึ้นหลายชนิดซึ่งโรคเหล่านี้ทั้งหมดติดต่อจากสัตว์สู่คนและต่อมาพัฒนาเป็นการติดเชื้อจากคนสู่คน ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดโรคเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้เป็นการเพิ่มโอกาสให้คนเข้าไปใกล้ชิดกับสัตว์ซึ่งเป็นทั้งแหล่งรังโรคและพาหะนำโรคมากขึ้น
      
       สำหรับโรคสัตว์สู่คนอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย ประกอบด้วย โรคไข้กาฬหลังแอ่น
       2. โรคไข้เลือดออกอีโบลา3. โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์และเฮนดรา4. โรคไข้หวัดนก5. ไข้เหลือง 6. โรคชิคุนกุนยา7. โรคมือเท้าปาก จากเชื้อเอนเทอโรไวรัส 71 8. โรคติดเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส 9. โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส)10. โรคทูลารีเมีย11. โรคเมลิออยโดซิส12. โรคลิชมาเนีย13. โรควีซีเจดี หรือโรคสมองเสื่อมชนิดใหม่
      
       ทั้ง 13โรคข้างต้นล้วนมีต้นตอมาจากสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรืออ้อม เช่น โรคไข้เลือดออกอีโบลา ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 50 เสียชีวิต โดยองค์การอนามัยโลกยังระบุไม่ได้แน่ชัดว่าสัตว์ประเภทใดเป็นแหล่งที่มาของโรคนี้ รู้เพียงว่าเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ พบครั้งแรกในประเทศซูดานเมื่อปี 2519 เคยระบาดทำให้คนตายไป 245 คน แต่ยังไม่เคยพบโรคนี้ในประเทศไทย ส่วนโรคนิปาห์พบครั้งแรกในมาเลเซียปี 2541 เริ่มจากผู้เลี้ยงสุกรที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ โดยงานวิจัยของจุฬาฯ พบค้างคาวแม่ไก่ร้อยละ 7 มีเชื้อไวรัสนิปาห์ในตัว แต่ยังไม่เคยระบาดในไทยเช่นกัน ขณะที่ โรคติดเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส เป็นเชื้อโรคจากสุกร ในปี 2550 มีรายงานว่าคนไทยภาคเหนือติดเชื้อนี้ 150 ราย เสียชีวิต 23 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มที่กินเนื้อสุกรดิบ
      
       ส่วนโรคชิคุนกุนยา และโรคไข้เหลือง มียุงเป็นตัวแพร่เชื้อ แม้จะไม่ร้ายแรงแต่เริ่มพบผู้ป่วยจำนวนมากขึ้นทุกปี ในปี 2552 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 28 กรกฎาคม มีผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยา 34,850 รายใน 50 จังหวัด ส่วนโรคที่มีต้นตอมาจากสัตว์ปีกคือ โรคไข้หวัดนก และ โรคซาร์ส สำหรับโรคลิชมาเนียกับโรคทูลารีเมีย เกิดจากแมลง พบผู้ป่วยเพียงไม่กี่ราย ด้านโรควีซีเจดีหรือโรคสมองเสื่อมชนิดใหม่ พบในคนอังกฤษที่กินอวัยวะหรือเนื้อเยื่อของวัวที่เป็นโรควัวบ้า และยังไม่เคยพบโรคนี้ในประเทศไทย มีเพียงโรคไข้กาฬหลังแอ่น โรคมือเท้าปาก และโรคเมลิออยโดซิสเท่านั้นที่เกิดจากเชื้อโรคในสิ่งแวดล้อม
      
       "นี่เป็นเพียงโรคที่เกิดขึ้นมาที่ค้นพบในโลกแต่เชื่อว่าสภาพโลกร้อนเช่นนี้อาจเป็นภาวะเสี่ยงที่จะทำให้เกิดขึ้นโรคชนิดใหม่ๆขึ้นมาอีกก็ได้ซึ่งเราในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นนี้" ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่ออุบัตใหม่กล่าวในที่สุด

 

ที่มา  ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 18 มกราคม 2553 

Last Updated ( จันทร์, 18 มกราคม 2010 )
< Previous   Next >