Home arrow News arrow 10 ข่าวเด่นวิทย์ปี 52 : "ไข้หวัดใหญ่ 2009" โรคอุบัติใหม่ลามไปทั่วโลก
10 ข่าวเด่นวิทย์ปี 52 : "ไข้หวัดใหญ่ 2009" โรคอุบัติใหม่ลามไปทั่วโลก Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 24 ธันวาคม 2009

  

Image

 

         3. "ไข้หวัดใหญ่ 2009" โรคอุบัติใหม่ลามไปทั่วโลก
       
       หลังจากโรคซาร์สและไข้หวัดนกสงบลงได้ไม่กี่ปี ก็มีโรค "ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่" โผล่มาสร้างความตระหนกให้ชาวโลกตื่นกลัวภัยจากโรคอุบัติใหม่อีกครั้งตั้งแต่ช่วงต้นปี 52 เพราะแพร่ระบาดจากคนสู่คนอย่างรวดเร็ว และทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

       โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีรายงานการระบาดครั้งแรกในประเทศเม็กซิโก ก่อนที่จะลุกลามสู่อเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย จึงเรียกว่า "ไข้หวัดเม็กซิโก" หรือ "ไข้หวัดหมู" เพราะเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอช1เอ็น1 (H1N1) ซึ่งพบในหมู และส่งผลให้หลายแห่งทั่วโลกหวาดกลัวการบริโภคเนื้อหมูไปด้วย
       
       ต่อมานักวิทยาศาสตร์ถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสดังกล่าวพบว่าไม่เหมือนกับเชื้อ H1N1 ที่เคยพบมาก่อนหน้านั้น แต่มีลักษณะพันธุกรรมที่คล้ายกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พบในหมู นก และคน ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน จึงมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ไข้หวัดใหญ่ 2009 เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดว่าเชื้อดังกล่าวมีต้นตอมาจากหมู และตื่นกลัวจนไม่กล้ากินหมู
       
       การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องออกมาตรการในการเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อและควบคุมการระบาดให้ได้ รวมถึงการรณรงค์ต่างๆ ที่จะช่วยให้ประชาชนปลอดภัยจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เช่น การสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเป็นไม่สบาย หรือหมั่นล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์
       
       ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องทำงานหนักแข่งกับเวลาในการศึกษาทำความรู้จักกับเชื้อไวรัสร้ายตัวใหม่นี้ เพื่อคิดค้นวัคซีนป้องกันให้ได้ก่อนที่เชื้อจะกลายพันธุ์ หรือลุกลามสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านยารักษา ซึ่งก็มีงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับเชื้อไวรัสดังกล่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีการทดลองผลิตวัคซีนแล้วในปลายประเทศรวมทั้งไทย
       
       แม้ปัจจุบันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่มีอาการเหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และรุนแรงน้อยกว่าโรคไข้หวัดนกดูเหมือนจะสงบลงในประเทศไทย แต่ก็วางใจไม่ได้ว่าเชื้อไวรัสจะกลายพันธุ์หรือมีการระบาดระลอกสองหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ก็ยังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นระยะในหลายประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทั่วโลก มากกว่า 10,000 รายแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ธ.ค. 52)
       
       = อ่านเพิ่มเติม =
       
       - พบจุดอ่อนเชื้อ "ไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์" ถูกทำลายได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
       - สหรัฐฯ ชี้เด็กวัยเรียนควรได้วัคซีนหวัดใหญ่ 2009 ก่อนเพื่อน
       - ความเสี่ยงที่ต้องจับตาใน "วัคซีนเชื้อเป็น" หวัดใหญ่ 2009
       - กินอาหารง่ายๆ ก็สู้หวัดสายพันธุ์ใหม่ได้
       - สำรวจมหกรรมวิทย์ รู้จักเชื้อร้าย-สารพัดเทคนิคสู้หวัดสายพันธุ์ใหม่
       - "ฟ้าทะลายโจร" แค่ยาเสริม ชูสมุนไพร "5 ราก" แก้หวัดพันธุ์ใหม่ได้ผลชะงัด
       - พัฒนายาใหม่ใช้เวลานาน เสนอศึกษายาที่มีอยู่ดีกว่ารอแต่ยา-วัคซีนไข้หวัด 2009 ที่มีไม่พอ
       - ทำเองไม่ยาก "เจลล้างมือ" สู้หวัด 2009 สูตรพื้นฐานจาก วว.
       - ไทยก็ทำได้ "วัคซีนป้องกันหวัดใหญ่ 2009" ทั้งแบบเชื้อเป็นและเชื้อตาย
       - สูตรใหม่! "สเปรย์โป๊ยกั๊ก" เสริมฤทธิ์แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค
       - จริงหรือ? "ไข้หวัด" เหมือน "หัด" ใครเป็นแล้วจะไม่เป็นอีก
       - นักวิทย์เยอรมันพบหวัดในหมูระบาดรวดเร็ว หวั่นอาจติดจากคน
       - สู้โรคระบาดด้วยคณิตศาสตร์ "ดร.วรรณพงษ์ เตรียมโพธิ์" กับภารกิจโมเดลหวัดใหญ่ 2009
       - ดึงผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ ทำโมเดลคณิตศาสตร์การระบาดหวัดใหญ่ 2009 สร้างแนวทางรับมือ
       - สำรวจ "หน้ากากอนามัย" เลือกแบบไหนป้องกันได้ตรงใจ
       - เล็งศึกษา "คาวตอง" ผักเมืองเหนือผลิตยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009
       - ยีนไวรัสหวัดพันธุ์ใหม่ชี้ ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่มากๆ อย่างที่เข้าใจ
       - ดูกัน...สารพัดเทคนิควิธีตรวจเชื้อ "ไข้หวัดใหญ่"
       - แจงไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่อาการไม่รุนแรง ทำให้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว
       - วช.เห็นปัญหา "ไข้หวัดใหญ่" ตั้งแต่ปี '47
       - ป่วยใส่หน้ากาก-ไม่ป่วยล้างมือ ป้องกัน "หวัดใหญ่ 2009” ชะงัด
       - อย่าชะล่าใจ! แพทย์ไทยเตือนให้ระวังหวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ระบาดซ้ำระลอกสอง
       - ใช้เวลากว่า 20 ปีถึงได้กำเนิดไวรัสลูกผสม "ไข้หวัดใหญ่ 2009”
       - รามาฯ พัฒนาชุดตรวจหาเชื้อดื้อยาไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ รู้ผลใน 4 ชม.
       - รพ.ราชวิถีนำร่องใช้ "ซอฟต์แวร์วัดไข้" คัดกรองผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
       - เหตุใด “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ A2009 H1N1” แพร่ได้จากคนสู่คน!!
       - ยืนยันจันทร์นี้ได้ชุดตรวจแยกหวัดใหญ่ตามฤดูกาล-หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ 2009
       - ไวรัสจาก "สัตว์" สู่ "คน" ต้นตอสารพัดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่
       - ได้จีโนมไวรัส "หวัดเม็กซิโก" สวทช.คาดวัคซีนต้นแบบเกิดใน 2 สัปดาห์
       - เตือนไทยเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่ "ไข้หวัดนก-ไข้หวัดใหญ่" น่าห่วงสุด

(บนจากซ้าย) ผศ.ดร.จูงใจ ปั้นประณต, รศ.ดร.อาทิวรรณ โชติพฤกษ์, ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ และ ผศ.ดร.อนงค์นาฏ สมหวังธนโรจน์ นักวิจัยสตรี 4 คน ที่ได้รับทุนวิจัย "เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์" ประจำปี 2552 (ล่างซ้าย) ผศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ (ล่างขวา)อลิซาเบธ เอช.แบลกเบิร์น
       2. ปีทองของผู้หญิงโดดเด่นบนเวทีโลก
       
       อาจเรียกได้ว่าปี 2009 เป็นปีทองของสตรีในวงการวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการเชิดชูบนเวทีโลกมากที่สุด หากวัดจากผลการประกาศรางวัลโนเบลซึ่งมีผู้หญิงแท่นอันทรงเกียรติถึง 5 คน ส่วนนักวิจัยหญิงไทยก็ไม่น้อยหน้าเพราะได้โอกาสไปทำวิจัยไกลถึงขั้วโลกใต้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้หญิงจะได้รับโอกาสอันท้าทายเช่นนี้
       
       เป็นประวัติศาสตร์ที่ "นักสตรีนิยม" ต้องจดจำอีกสำหรับการมอบรางวัลโนเบลประจำปี 2009 นี้ ซึ่งมีผู้หญิงขึ้นรับรางวัลถึง 5 คน ซึ่งในจำนวนนั้น เป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 3 คน ได้แก่ อลิซาเบธ เอช.แบลกเบิร์น (Elizabeth H. Blackburn) มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในซานฟรานซิสโก และ แครอล ไกรเดอร์ (Carol W. Greider) จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในสาขาสรีรศาสตร์และการแพทย์ และ อาดา โยนาธ (Ada Yonath) จากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มันน์ ในสาขาเคมี
       
       นับเป็นสถิติมอบรางวัลให้กับผู้หญิงในสาขาวิทยาศาสตร์มากที่สุด ซึ่งในจำนวนผู้หญิง 40 คนที่ได้รับรางวัลโนเบล มีเพียง 15 คนเท่านั้นที่เป็นนักวิทยาศาสตร์
       
       นอกจากนี้ อลิซาเบซ แบลกเบิร์น และอาดา โยนาธ ยังได้รับรางวัล "เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์" (For Women in Science) รางวัลที่มอบโดยลอรีอัล (L'Oreal) และสำนักเลขาธิการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำปี 2008 ด้วย ซึ่งรางวัลดังกล่าวจะมอบให้แก่สตรีผู้ทำงานวิทยาศาสตร์ปีละ 5 คน พร้อมกันยังมีทุนในชื่อเดียวกับรางวัลนี้ ที่แบ่งเป็นทุนวิจัยระดับสากล ซึ่งมอบให้กับนักวิจัยสตรีทั่วโลกที่มีอายุไม่เกิน 35 ปี ปีละ 15 ทุนวิจัย โดยกระจายเป็นสัดส่วน 3 ทุนวิจัยต่อทวีป และทุนวิจัยระดับประเทศที่มอบให้ปีละ 4 ทุน
       
       สำหรับปีนี้นักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุน "เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์" ระดับประเทศ แบ่งเป็น 2 สาขา สาขาชีวภาพ ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ หัวหน้าห้องปฏิบัติการไมโครอะเรย์แบบครบวงจร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ รศ.ดร.อาทิวรรณ โชติพฤกษ์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวัสดุศาสตร์ ได้แก่ ผศ.ดร.อนงค์นาฏ สมหวังธนโรจน์ ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.จูงใจ ปั้นประณต ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
       นอกจากนักวิจัยหญิงที่ได้รับการยกย่องบนเวทีอันทรงเกียรติแล้ว ยังมีนักวิจัยหญิงไทยที่ได้รับโอกาสอันท้าทายในการเดินทางไปทำวิจัยไกลถึงขั้วโลกใต้ นั่นคือ ผศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ร่วมเดินทางไปกับคณะสำรวจ JARE-51 ของญี่ปุ่น โดยการสนับสนุนของสถาบันวิจัยขั้วโลกแห่งญี่ปุ่น (National Institute of Polar Research)
       
       = อ่านเพิ่มเติม =
       
       - ค่ำคืนอันทรงเกียรติมีผู้หญิงขึ้นรับรางวัลโนเบลถึง 5 คน
       - โนเบลแพทย์ปีนี้มอบให้ 3 ผู้พบกลไกทำให้เซลล์อ่อนวัย
       - นายกฯ แดนจิงโจ้สุดดีใจ "เอลิซาเบธ แบลกเบิร์น" โนเบลหญิงคนแรกของออสซี
       - 3 ผู้สร้างแผนที่ "ไรโบโซม" สู่การพัฒนายาปฏิชีวนะรับโนเบลเคมี
       - 4 สาวนักวิศวกรรมเคมีควงแขนกันรับทุนวิจัย "เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์" ปี 7
       - "ดร.สุชนา ชวนิชย์" กับปฏิบัติการวิจัยขั้วโลกใต้ครั้งที่สองของคนไทย

สภาวิจัยแห่งชาติและองค์กรด้านการประดิษฐ์จากทั่วโลกมีมติร่วมกันทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล "อัจฉริยภาพทางการประดิษฐ์" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
       1. สิทธิบัตร 11 ชาติถวาย "ในหลวง" กษัตริย์นักประดิษฐ์
       
       ทีมข่าววิทยาศาสตร์ขอประเดิมการประมวลข่าวเด่นในรอบปี 2552 ด้วยเรื่องน่ายินดี ที่พสนิกรชาวไทยมีพระมหากษัตรย์ที่ทรงพระอัจฉริยภาพจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล โดยพระองค์ได้รับสิทธิบัตรฝนหลวงจากสหภาพยุโรปและฮ่องกง พร้อมทั้งมีการถวายรางวัล "อัจฉริยภาพทางการประดิษฐ์"
       
       เมื่อช่วงเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาคณะทำงานในโครงการดำเนินการจดทะเบียนสิทธิบัตรถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรฝนหลวง ซึ่งออกโดยสำนักสิทธิบัตรของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป และสำนักสิทธิบัตรเขตบริหารพิเศษฮ่องกง รวมจำนวน 11 ประเทศ
       
       การถวายสิทธิบัตรครั้งนี้เป็นผลมาจากสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรฝนหลวงในชื่อ “Weather Modification by Royal Rainmaking Technology” เลขที่ 1491088 พร้อมได้ประกาศโฆษณาการรับจดทะเบียนใน European Patent Bulletin ในปี 2548
       
       สำหรับสิทธิบัตรฝนหลวงได้รับความคุ้มครองสิทธิในประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป จำนวน 30 ประเทศ อีกทั้งมีประเทศที่ออกสิทธิบัตรอย่างเป็นทางการให้จำนวน 10 ประเทศ และสำนักสิทธิบัตรเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้ออกสิทธิบัตรฝนหลวงเป็นสิทธิบัตรเลขที่ HK 1072525 โดยมีอายุความคุ้มครอง 20 ปี นับจากวันยื่นคำขอรับจดสิทธิบัตรในสหภาพยุโรปคือตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. 2546
       
       นอกจากนี้ในช่วงต้นปีสมาพันธ์นักประดิษฐ์นานาชาติ หรืออีเฟีย (International Federation of Inventors' Associations: IFIA) มีมติทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล "อัจฉริยภาพทางการประดิษฐ์" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงสร้างสรรค์ผลงานประดิษฐ์คิดค้นอันเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อมนุษยชาติมากกว่า 1,000 ชิ้น นับเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการถวายรางวัลนี้
       
       = อ่านเพิ่มเติม =
       

       - 10 ประเทศยุโรปพร้อมฮ่องกง ร่วมใจถวายสิทธิบัตรฝนหลวงแด่ในหลวง
       - โลกยกย่องในหลวง ทูลเกล้าถวายรางวัล "อัจฉริยภาพทางการประดิษฐ์”
       - นายกฯ นำคณะบุคคลทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลงานนักประดิษฐ์"ในหลวง"
       - นายกฯ ชี้ประเทศไทยโชคดี มี “ในหลวง” เป็นนักวิจัย ช่วยเหลือคนในชาติ

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 ธันวาคม 2552 
Last Updated ( พฤหัสบดี, 24 ธันวาคม 2009 )
< Previous   Next >