Home arrow News arrow แพทย์จุฬาฯเตือนไข้สมองอักเสบ ติดไวรัส"นิปาห์"จากค้างคาวแม่ไก่
แพทย์จุฬาฯเตือนไข้สมองอักเสบ ติดไวรัส"นิปาห์"จากค้างคาวแม่ไก่ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 08 ธันวาคม 2009

         ดร.สุภาพรณ์ วัชรพฤษาดี นักวิชาการประจำศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโรค ไวรัสสัตว์สู่คน และอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า สถานการณ์โรคติดต่อทั่วโลกยังคงมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งค้างคาวก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เป็นพาหะที่ก่อให้เกิดในมนุษย์ได้

       ดร.สุภาภรณ์ กล่าวอีกว่า ค้างคาวเป็นพาหะของโรคสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสนิปาห์ ซึ่งจากการร่วมทำการศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาโรคสมองอักเสบอุบัติใหม่ที่เกิดจากไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พบว่า การแพร่เชื้อไวรัสนิปาห์จากค้างคาวอาจเกิดในฤดูกาล เช่นเดียวกับฤดูกาลระบาดในคน

 ทั้งนี้โรคดังกล่าวถูกพบครั้งแรกเมื่อปี 2541 ที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยถึงร้อยละ 40 นอกจากนี้ยังมีการระบาดของโรคในบังคลาเทศเมื่อปี 2544 เป็นต้นมา และมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 70 ซึ่งผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไวรัสนิปาห์จะมีอาการคล้ายเป็นหวัด มีไข้สูง ปวดศรีษะ ปวดเมื่อกล้ามเนื้อ อาเจียน จนถึงอาการหนัก คือ สมองอักเสบ โดยอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย

 ดร.สุภาภรณ์ กล่าวอีกว่า จากการเก็บตัวอย่างฉี่ค้างคาวแม่ไก่ในพื้นที่ศึกษารวม 7 แห่ง ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระบุรี สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา และ อ่างทอง เพื่อนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสโดยวิธีทางอณูวิทยา พบเชื้อไวรัสนิปาห์ในทุกพื้นที่ศึกษาระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน โดยพบมากที่สุดในเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือเป็นการค้นพบกลไกการแพร่เชื้อไวรัสในค้างคาวครั้งแรกของโรค ที่ยืนยันว่า เชื้อไวรัสนิปาห์แพร่กระจายจากฉี่ค้างคาวเฉพาะฤดูกาลเท่านั้น และจะเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับทุกฝ่ายที่เพื่อนำไปศึกษามาตรการการป้องกันการระบาดของโรคนี้ในประเทศไทยต่อไป

 ด้าน ดร.ไสว วังหงษา นักวิชาการจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีการค้นพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในหมู่คนไทยรวมทั้งในสุกร แต่เมื่อมีการค้นพบเชื้อดังกล่าวในค้างคาว ย่อมเป็นสัญญาณเตือนให้คนไทยควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือยาใดที่รักษาได้ผลโดยตรง โดยพบว่ามีเพียงการใช้ยาต้านไวรัสไรบาวิริน (Ribavirin) รักษาในช่วงต้นของการติดเชื้อเท่านั้น

 

ที่มา  หนังสือพิมพ์ แนวหน้า 6/12/2009

< Previous   Next >