Home arrow News arrow ปีนี้!หวัด2009 2010อะไรจะมา
ปีนี้!หวัด2009 2010อะไรจะมา Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Supaporn Wacharapluesadee   
อังคาร, 01 ธันวาคม 2009

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 30 พ.ย.2552 

จากหวัดใหญ่ 2009...อะไรจะมาอีกในปี 2010? เป็นคำถามสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ

หวัดใหญ่ 2009 กับโรคซาร์ส ถือเป็นตัวอย่างอันดี โดยที่ซาร์สแพร่จากค้างคาวสู่สัตว์ป่ามายังคน ขณะที่หวัด 2009 มาจากหมู ซึ่งรวมสายพันธุ์หวัดจาก นก หมู คน เข้าด้วยกันจากแหล่งต่างๆ ทั้งทวีปอเมริกา เอเชีย และยุโรป จนได้สายพันธุ์ใหม่

ศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมโรคติดเชื้อไวรัสสัตว์สู่คน www.cueid.org บอก

 

นี่คือการพัฒนาการขั้นสูงสุดของเชื้อโรค โดยเฉพาะกับไวรัส RNA ความสามารถที่จะแพร่จากสัตว์มาคน และทำให้เกิดการติดต่อระหว่างคนสู่คนกันเองได้

ไวรัสหวัด 2009 เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เมื่อติดกันจากคนสู่คนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น? หายนะต่อไปจึงขึ้นอยู่กับการที่จะมีระลอก 2-3-4 หรือไม่

 

ช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตา ภายในตั้งแต่ 2 เดือน ถึง 1 ปี

สถานการณ์เลวร้ายที่ว่านี้ ดังที่เกิดมาแล้วในไข้หวัดสเปน เอเชีย ฮ่องกง โดยระลอกหลังเกิดในฤดูหนาว หรือร้อนก็ได้ และมักมีอัตราความรุนแรงต้องเข้าโรงพยาบาล จนเสียชีวิตมากกว่าระลอกแรก

คุณหมอธีระวัฒน์ บอกว่า หวัดใหญ่ 2009 มียีน PB2 PB 1 PA HA NP และ NS จากหวัดหมูลูกผสมอเมริกาเหนือ (คน-หมู-นก) ในขณะที่ยีน NA และ MP มาจากหวัดหมูยุโรปและเอเชีย ยีน PB2 และ PA มาจากนก และ PB 1 มาจากคน

แต่อย่างไรก็ตาม จนบัดนี้ยังไม่ทราบว่าส่วนใดของยีนของหวัดหมู 2009 ที่เป็นตัวกำหนดความรุนแรง รวมทั้งความสามารถที่รุกล้ำ ทำลายเนื้อปอดที่อยู่ลึกๆได้มากกว่าหวัดใหญ่ตามฤดูกาล ตามปกติ

ฟังดูแล้วอาจเป็นภาษาวิชาการแพทย์เข้าใจยาก แต่ให้รู้เอาไว้อีกว่า ยีนที่กำหนดความรุนแรงที่พบใน 3 ยีนของไข้หวัดนก และหวัดใหญ่ก็ไม่พบในหวัดหมู ทั้งๆที่หวัดหมูรุนแรงกว่าหวัดใหญ่ธรรมดาด้วยซ้ำ

ดังนั้น ขณะที่หวัดหมูที่มีการเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมไปเรื่อยๆ จะไม่มีทางบอกจากรหัสพันธุกรรมอย่างเดียวได้ว่าจะเกิดรุนแรงกว่าเดิมหรือไม่

การทดสอบรหัสพันธุกรรม ต้องถอดรหัสจากกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงเป็นพิเศษ และนำข้อมูลรหัสมาเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่รุนแรงมาก นอกจากนั้นอาจเป็นการยากที่จะอธิบายว่าทำไมประชากรในประเทศหนึ่งจึงมีผู้ป่วยล้มตายมากกว่าประเทศใกล้เคียง ดังที่เกิดขึ้นในประเทศนอร์เวย์ ประชากร 4.8 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ราย จนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน และมากกว่าประเทศใกล้เคียง....

นอร์เวย์ล้มตายจากหวัดสเปน (H1N1) ไป 28,574 ราย จากที่มีติดเชื้อและมีอาการป่วย 2 ล้านคน หรือราวร้อยละ 45 ของประชากรทั้งหมด และตายอีก 2,632 ราย จากหวัดเอเชีย (H2N2) จากที่มีประชากรประมาณร้อยละ 30-80 ที่ติดเชื้อ และตาย 3,291 รายจากหวัดฮ่องกง (H3N2) คิดเป็นร้อยละ 15-40

และไม่มีรายงานเสียชีวิตเลย จากหวัดรัสเซีย (H2N2) จากผู้ติดเชื้อ 400,000 ราย

ล่าสุด นอร์เวย์วางแผนที่จะให้วัคซีนทุกคนในประเทศเหมือนสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯจะให้ทั้งวัคซีนเชื้อตาย ครอบคลุมอายุ 6 เดือนถึง 65 ปี และวัคซีนเชื้อเป็น จาก 2 ขวบถึง 49 ปี

โดยที่วัคซีนเชื้อเป็นที่พ่นทางจมูก ห้ามให้ในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ และผู้ใหญ่แก่กว่า 50 ปี ผู้หญิงท้อง ผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ มีโรคประจำตัว หัวใจ ปอด หอบหืด ตับ ไต เบาหวาน โลหิตจาง โรคเลือดต่างๆ รวมทั้งผู้ใกล้ชิดกับผู้ที่มีภูมิอ่อนแอ และห้ามให้ในเด็กเล็ก หรือเด็กโตที่ต้องทานแอสไพรินเป็นประจำ

ประเทศไทย วัคซีนหวัด 2009 จะเข้ามาในเดือนธันวาคม มกราคม เป็นเชื้อตาย จำนวน 2.8 ล้านโดส อาจจะให้แบบสหรัฐฯไม่ได้ที่ตั้งเป้าครอบคลุมคนทั้งประเทศ จึงต้องเริ่มจากกลุ่มเสี่ยงสำคัญ

ไล่เรียงไปตั้งแต่ ผู้หญิงท้อง ผู้ที่ต้องดูแลเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน เนื่องจากเด็กเล็กกว่า 6 เดือน ให้วัคซีนไม่ได้ บุคลากรสาธารณสุขที่ต้องดูแลผู้ป่วย ประชากรตั้งแต่อายุ 6 เดือนถึง 24 ปี เนื่องจากกลุ่มนี้พบว่าเป็นกลุ่มที่แพร่โรคได้เก่ง (Super spreader)

จากพฤติกรรมอยู่เป็นกลุ่มหมู่ มีกิจกรรมร่วมในสังคม เกิดโรคได้ง่ายเป็นหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล และแพร่ไวรัสได้เก่ง แตกต่างจากหวัดใหญ่ฤดูกาลอย่างชัดเจน กลุ่มต่อไปที่ต้องให้วัคซีนเช่นกัน คือ อายุ 25 จนถึง 64 ที่มีโรคประจำตัว และจากนั้นจะให้ทุกกลุ่มจนหมดประเทศ รวมถึงประชากรที่แก่กว่า 65 ปี

กลุ่มหลังนี้ พบว่ามีภูมิต้านทานอยู่แล้วบ้าง คุณหมอธีระวัฒน์ บอกว่าประเทศไทย วัคซีน 2.8 ล้านโดส อาจฉีดได้ไม่ครบ โดยเฉพาะกลุ่มแพร่โรคได้เก่ง

ความหวังในช่วงเวลานี้ น่าจะอยู่ที่วัคซีนเชื้อเป็น ที่ประเทศไทยทำเองว่าจะสำเร็จหรือไม่?

ปัญหาของวัคซีนเชื้อเป็น คือข้อจำกัด วัคซีนเชื้อเป็นต้องใช้ในคนที่ ไม่มีความเสี่ยง และไม่มีโรคประจำตัว ที่น่ากังวล คือ เด็กโตและวัยทำงาน ไม่มีโรคประจำตัวก็เสียชีวิตได้ไม่ต่ำกว่า 25-30%

สำหรับวัคซีนรอบหลังที่จะมาประเทศไทยจะเป็นวัคซีนเชื้อตายที่รวมหวัดหมู หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเข้าด้วยกัน โดยที่จะเข้ามาช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม

กว่าวัคซีนจะมาถึง การป้องกันที่ดีที่สุด ทุกคนต้องเข้มงวดในการรักษาสุขภาพล้างมือ ปิดปากจมูกเวลา ไอ จาม กินร้อนช้อนกลาง ไม่พาตัวเข้าที่แออัด

สถานการณ์ที่เลวร้าย ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น หวัด 2009 อาจวกกลับไปหมูจากคนที่ติดเชื้อ และหมูอาจไม่มีอาการใดๆ โดยที่หมูยังสามารถเพาะบ่มไวรัสหวัดใหญ่จากสายหวัดนก คน เข้าด้วยกัน และอาจเกิดดื้อยาหรือร้ายกาจขึ้น

คุณหมอธีระวัฒน์ ตั้งข้อสังเกต ในปี 2002 เชื่อกันว่าหวัดใหญ่ตามฤดูกาล H1N1 ไม่ควรต้องกังวลกับการที่เชื้อจะดื้อยา Oseltamivir แม้ดื้อยาก็ไม่เก่งในการติดต่อสู่คนอื่นๆ หรือทำให้เกิดโรครุนแรง

แต่แล้ว ในปี 2007-2008 หวัดใหญ่ H1N1 ที่ดื้อยาเหล่านี้ ก็แพร่กระจายและก่อโรครุนแรงได้

การดื้อยาโอเซลทามีเวียร์นั้น แม้จะเกิดตามการใช้ยามากในกลุ่มประชากรหนึ่ง แต่ในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งมีการใช้ยาอย่างจำกัด พบการดื้อยาถึง 67.3 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 2007-2008

ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2009 ประเทศนอร์เวย์ รายงานว่าไวรัส 2009 มีการกลายพันธุ์ในผู้ป่วย 3 ราย จากการตรวจประมาณ 70 ราย โดย 2 รายเสียชีวิต และอีก 1 รายอาการหนัก

แต่ทางการนอร์เวย์ปฏิเสธว่า การกลายพันธุ์ดังกล่าวไม่มีผลต่อการดื้อยาหรือต่อวัคซีน

ดังนั้น ความรุนแรงและการดื้อยาอาจมีปัจจัยส่งเสริมหลายอย่าง รวมทั้งจากที่มีการติดเชื้อในผู้ป่วยที่มีภูมิอ่อนแอ ซึ่งจะทำให้มีการปลดปล่อยไวรัสได้นานขึ้น ดื้อยาได้มากขึ้น

ประเด็นสนใจตามข้อมูลวิชาการ คุณหมอธีระวัฒน์ บอกว่า การผ่าเหล่าตำแหน่ง H274Y จะมีผลต่อการดื้อยา Oseltamivir ของไวรัสที่มี euraminidase กลุ่ม 1 (N1, N4, N5, N8) มากกว่าไวรัสกลุ่ม 2 (N2, N3, N6, N7, N9)

ดังนั้น หวัดนก H5N1 ก็มีโอกาสดื้อยาได้เช่นกัน และยิ่งถ้าหวัดนกรวมกับหวัดหมู 2009 สถานการณ์์อาจจะซ้ำร้ายมากขึ้น

ปี 2010 ภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วม น้ำขัง อากาศแปรปรวน น่าจะเกิดมากขึ้นเป็นทวีคูณ แน่นอนว่าจะมีการขยายการอพยพของสัตว์ต่างๆ เข้าหาพื้นที่ซึ่งปลอดภัยกว่า สัตว์ฟันแทะ หนูจนถึงค้างคาว นก สัตว์เหล่านี้เป็นพาหะที่ดีของไวรัสต่างๆ โดยแพร่เชื้อกันเองหรือต่อสัตว์ คน โดยตรง หรือผ่านทาง ยุง ไร ริ้น เห็บ

ปี 2010 เป็นปีที่ควรจับตาโรคสมองอักเสบ โดยที่ร้อยละ 49 ของไวรัส RNA ที่ทำให้เกิดโรคอุบัติใหม่ก่อให้เกิดสมองอักเสบ ไวรัสชานดิปุระ (Chandipura) นำจากริ้นฝอยทราย โดยมีตัวซ่องสุมโรคใน วัว ควาย ระบาดในอินเดียระลอกแล้วระลอกเล่า

ปี 2003 ตาย 183 จากผู้ป่วย 329 ราย...ระหว่างปี 2005-2006 ตาย 49 จาก 90 ราย และหลังจากนั้นยังมีประปรายอยู่เรื่อยๆ

ทั้งนี้ สมองอักเสบจากชานดิปุระก็จะมาปะทะกับสมองอักเสบจากค้างคาวที่ระบาดต่อเนื่องจากมาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย บังกลาเทศ ตั้งแต่ปี 1998 จนปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นสมองอักเสบ ทั้งที่มีปอดบวมร่วมหรือไม่ก็ตาม 475 ราย เสียชีวิต 247 ราย

การแพร่ระบาดมาจากหลายทิศทาง ทั้งได้จากค้างคาวมาหมู และหมูมาคน หรือจากค้างคาวมาคน และคนแพร่สู่คนด้วยกันจากการไอ จามรดกัน ติดทางฝอย น้ำลาย เสมหะ หรือแม้แต่การหายใจ

แนวโน้มสถานการณ์การระบาดเชื้อไวรัสเป็นเช่นนี้ เป็นภาวะที่น่ากลัว ฉะนั้น สำคัญที่สุด ทุกคนต้องรักษาสุขภาพอนามัยส่วนบุคคล ถ้ามีอาการป่วย ไม่รุนแรงควรพักรักษาตัวจนหายอยู่กับบ้าน และระวังการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น รัดกุมที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา กล่าวทิ้งท้าย.

Last Updated ( อังคาร, 01 ธันวาคม 2009 )
< Previous   Next >