Home arrow News arrow หวัดใหม่ใช่แค่ 2 รอบ อดีตระบาด 4 ระลอก
หวัดใหม่ใช่แค่ 2 รอบ อดีตระบาด 4 ระลอก Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 31 สิงหาคม 2009

 

Image

 

คนไทยเสียชีวิตจากการฆาตกรรมและฆ่าตัวตาย...วันละ 20 คน

จากโรคหัวใจ หลอดเลือด และความดัน...วันละ 93 คน

จากอุบัติเหตุ...วันละ 99 คน

เสียชีวิตจากโรคมะเร็งและเนื้องอก วันละ 148 คน

แต่ไม่ตื่นเต้น ไม่หวือหวาน่ากลัวเท่า...3 เดือน 119 คน ที่เสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (นับตั้งแต่พบคนไทยติดเชื้อเป็นครั้งแรก)

แม้วันนี้การเสียชีวิตมีอัตราต่ำลง อัตราการติดเชื้อลดลง จากที่เคยพบผู้ติดเชื้อสูงสุด วันละ 600 รายในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ตัวเลขล่าสุดปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเหลือแค่ 180 รายต่อวัน...กระนั้น  วันนี้มีปัญหาใหม่ถาโถมเป็นลูกใหญ่สำทับเข้ามาอีกลูก

เมื่อสภาที่ปรึกษาฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และองค์การอนามัยโลก ได้ออกแถลงสำทับให้ระวังไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่จะกลับอาละวาดระบาดเป็นระลอกที่ 2

ระบาดรอบนี้ ไม่เหมือนรอบแรกที่ระบาดช่วงหน้าร้อน รอบสองจะระบาดในปลายฝนต้นหนาว จะมีผลทำให้อเมริกันชนติดเชื้อครึ่งประเทศ ประมาณ 150 ล้านคน และอาจทำให้มีคนเสียชีวิต 90,000 คน

ต่างกันลิบลับกับที่ผ่านมา คนอเมริกันติดเชื้อสี่หมื่นกว่าคน เสียชีวิต 522 คน

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศไทย คนไทยคงประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน

ในขณะที่ทีมงานระดับโลกส่งสัญญาณเตือน ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภากลับให้ความเห็นในทิศทางตรงข้ามว่า การระบาดในระลอกที่ 2 ไม่น่าจะเกิดขึ้น

ด้วยเห็นว่าขณะนี้คนไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเด็กนักเรียนป่วยกันเกือบหมดแล้ว คนไทยส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกัน ฉะนั้น การจะระบาดในช่วงปลายฝนต้นหนาวจึงไม่น่าจะมีผู้ป่วยจำนวนมาก ถ้ามีก็แค่ประปรายในคนที่ยังไม่ป่วยเท่านั้นเอง

ตกลงมันเป็นยังไงกันแน่...?

"เหตุที่องค์การอนามัยโลกประกาศเตือนให้ระวังการระบาดในระลอกที่ 2 จะเป็นการระบาดครั้งใหญ่...จากการศึกษาประวัติศาสตร์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในอดีตพบว่า มันเป็นเช่นนั้นจริง การระบาดครั้งที่ 2 จะรุนแรงที่สุด"

นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายเหตุผลถึงความหวั่นเกรงของการระบาดระลอกใหม่

และประวัติศาสตร์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ครั้งใหญ่ที่ว่านั่นก็คือ...

การระบาดของไข้หวัดสเปน (Spanish flu) เมื่อปี ค.ศ. 1918-1919 (พ.ศ. 2461-2462) ที่ทำให้ผู้คนทั่วทั้งโลกติดเชื้อประมาณ 200 ล้านคน เสียชีวิตไป 20-40 ล้านคน

การระบาดของไข้หวัดเอเชีย (Asian flu) เมื่อปี ค.ศ. 1957-1958 (พ.ศ.2500-2501) ที่มีผู้คนเสียชีวิตทั่วโลกมากถึง 2 ล้านคน

และการระบาดของไข้หวัดฮ่องกง (Hong Kong flu) เมื่อปี ค.ศ.1968-1969 (พ.ศ.2511-2512) ที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตไปประมาณ 1 ล้านคน

การศึกษาการระบาดทั้ง 3 ครั้ง พบรูปแบบการระบาดของไข้หวัดใหญ่ แต่ละครั้งจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ระลอก

ระลอกแรก จะระบาดอยู่นานประมาณ 1-3 เดือน จากนั้นก็จะซาไปประมาณ 1-2 เดือน

แล้วจะกลับมาระบาดเป็นระลอกที่ 2 และระบาดเป็นวงกว้าง มีผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตเป็นจำนวนมากกว่าระลอกแรกหลายเท่าตัว แต่การระบาดก็จะใช้เวลานานพอๆกับระลอกแรกคือ ประมาณ 1-3 เดือน จากนั้นก็จะซาไปอีก 1-2 เดือน

จากนั้นก็จะกลับมาระบาดเป็นระลอกที่ 3 แต่คราวนี้การระบาดจะน้อยกว่าระลอกแรก และการระบาดจะกินเวลาสั้นลงเหลือแค่ 1-2 เดือน

เมื่อการระบาดระลอกที่ 3 ซาลงไป การระบาดระลอกที่ 4 ก็จะเกิดขึ้นตามมา กินเวลาประมาณ 1-2 เดือน แต่ความรุนแรง จำนวนผู้ติดเชื้อจะน้อยกว่าระลอกที่ 3
การระบาดทั้ง 4 ระลอกจะกินเวลาประมาณ 14 เดือน...

จากนั้นสถานการณ์การระบาดจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ

แต่รูปแบบการระบาดที่ว่านั้น อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์บอกว่า เป็นรูปแบบการระบาดที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อ 40-90 ปีล่วงมาแล้ว

ยุคนั้นไม่เหมือนยุคนี้ ยุคนั้นการแพทย์ก็ยังไม่ดี ยังไม่มียาต้านไวรัสที่ใช้รักษา และการเดินทางไปมาหาสู่ของคนจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งไม่เหมือนทุกวันนี้

ในอดีตการเดินทางไม่สะดวก การใช้เครื่องบินยังไม่รวดเร็วแพร่หลาย การเดินทางส่วนใหญ่ยังใช้ทางเรือเป็นหลัก

ดังนั้น  คนติดเชื้อจากอีกประเทศหนึ่งจะนำเชื้อไปแพร่ยังอีกประเทศจึงต้องใช้เวลามากขึ้น และกว่าเชื้อจะแพร่ไปทั่วทั้งโลกต้องใช้เวลานาน

"แต่ปัจจุบันนี้การเดินทางรวดเร็ว เชื้อจากอีกประเทศหนึ่งแพร่ไปยังอีกประเทศหนึ่งอีกทวีปหนึ่งได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ไม่นานนับเดือนเหมือนในอดีต

เมื่อการเดินทางซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแพร่กระจายของโรคเปลี่ยนไป จึงมีความเชื่อกันว่า รูปแบบการระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 คงไม่เหมือนเดิม"

จากเดิมที่เคยระบาด 4 ระลอก...อาจจะเหลือแค่ 3 ระลอก

และจากในอดีตการระบาดครั้งที่ 2 เป็นการระบาดครั้งใหญ่...รูปแบบจะเปลี่ยนมาเป็นการระบาดระลอกแรกเป็นการระบาดครั้งใหญ่แทน

เพราะระบาดครั้งแรก เชื้อสามารถแพร่ไปได้ทั่วโลกรวดเร็ว ไม่ต้องอาศัยเวลานานนับเดือนเหมือนในอดีต

ถึงรูปแบบการระบาดจะเปลี่ยนไปในทางที่น่าจะเป็นคุณก็ตาม นพ.มานิต บอกว่า เราก็ไม่ควรจะไว้วางใจมากนัก เพราะการแพร่ระบาดในระดับย่อยที่จะตามมาก็ยังมีอยู่อีก

โดยเฉพาะการระบาดที่จะเกิดขึ้นรอบใหม่นี้ เป็นการระบาดที่จะเกิดขึ้นในช่วงหน้าหนาว...มีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้ออำนวยให้เชื้อไวรัสระบาดติดต่อสู่คนได้ง่ายขึ้น

"ในช่วงที่ผ่านมา การระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ซาลงไป สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากบ้านเราเกิดอากาศร้อนขึ้น แดดจัด อุณหภูมิที่สูงขึ้นช่วยฆ่าไวรัสได้

ไวรัสชอบอยู่ในที่หนาวเย็น อุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส ไวรัสจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 1 วัน หนาวมากๆอยู่ได้เป็นเดือน แต่ถ้าเจออุณหภูมิสูง 56 องศา จะตายภายในครึ่งชั่วโมง"

นอกจากหน้าหนาวช่วยให้ไวรัสเพิ่มจำนวนขยายพันธุ์ได้ดี...อีกปัจจัยหนึ่ง หน้าหนาวคนมักจะป่วยง่าย นั่นอาจเป็นเพราะอากาศเปลี่ยนไป ระบบรักษาสมดุลของร่างกายให้ต่อสู้กับเชื้อโรคเปลี่ยนตาม

ระบบผลิตเม็ดเลือดขาวฆ่าเชื้อโรค กระบวนการเมทาโบลิซึมเปลี่ยนไปจากปกติ

แม้กระทั่งระบบต้านทานเชื้อโรค ผิวหนัง ขนจมูก น้ำมูกในจมูกก็มีสภาพเปลี่ยนไป...อากาศหนาว อากาศแห้ง ผิวแห้งทำให้เชื้อโรคเข้าทางผิวหนังได้ง่าย จมูกแห้ง ความสามารถในการต้านทานดักจับเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายก็น้อยลง

หน้าหนาวไวรัสแข็งแรง ในขณะที่คนอ่อนแอลง...ไข้หวัดใหญ่เลยได้โอกาสจู่โจมคนเรามากขึ้น

และอีกเหตุผลหนึ่งที่ประมาทไม่ได้ว่าการระบาดจะไม่รุนแรงนั่นก็คือ...บังเอิญตอนนี้การระบาดของไข้หวัดซาลง กระแสข่าวเบาลง

คนที่เคยระมัดระวังป้องกันตัว กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ใส่หน้ากาก...มักจะละเลยการป้องกันตัวเองตามกระแส

เลยเป็นช่วงเวลาทองให้ไข้หวัดใหญ่สร้างสถิติการระบาดใหม่ได้ไม่น้อย...ด้วยเหตุนี้ จึงยังประมาทมิได้.

 

ที่มา  หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2552

Last Updated ( จันทร์, 31 สิงหาคม 2009 )
< Previous   Next >