Home arrow News arrow เกิดมั้ยหวัดระลอก 2 ตื่นตัวดีกว่าตื่นตูม
เกิดมั้ยหวัดระลอก 2 ตื่นตัวดีกว่าตื่นตูม Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
เสาร์, 29 สิงหาคม 2009
ไทยรัฐออนไลน์
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
26 สิงหาคม 2552, 05:00 น.


แม้ว่าคุณหมอบางท่านจะออกมายืนยันว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 ระลอก 2 จะไม่เกิดขึ้น แต่ฟากกระทรวงสาธารณสุข ยังย้ำว่า ประมาทไม่ได้

ช่วงนี้...การระบาดไข้หวัด 2009 อยู่ในช่วงขาลง แต่อีก 1-2 เดือนข้างหน้า...เข้าหน้าหนาว ไม่ยืนยันว่า ถ้ามีการระบาดระลอก 2 เชื้อจะรุนแรงเท่าเดิม หรือมากขึ้น

คำถามสำคัญ...ประเทศไทยพร้อมหรือยัง สำหรับวิกฤติไข้หวัดใหญ่รอบสอง?

วันนี้...สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ในประเทศไทยและหลายประเทศลดความรุนแรงลงมาก...แต่ทุกประเทศทั่วโลก องค์การอนามัยโลกรวมทั้งสหรัฐฯ... ยุโรป ต่างออกมาตรการรับมือรอบ 2 ที่อาจมีความรุนแรงกว่าเดิม ที่อาจจะเกิดในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า

"ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงวัคซีนกันหนาหู คำถามมีว่า... ไทยจะผลิตวัคซีนทันหรือไม่?"

ศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกฯ ไวรัสสัตว์สู่คน เปิดประเด็นสงสัยแรก จากรายงานของ ดร.พญ.จงกล เลิศเธียรดำรง สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ และคุณทิพยวรรณ ธนไพศาลสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และคณะ ระหว่างการเสวนาแผนปฏิบัติการสำหรับยุทธศาสตร์ ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ประเมินว่า...ประชากรที่สามารถใช้วัคซีนเชื้อเป็นได้ ซึ่งประเทศไทยกำลังพยายามผลิต... อยู่ในช่วงอายุ 6 เดือน-49 ปี โดยที่ถ้ามีโรคประจำตัว จะใช้ไม่ได้...ต้องหันไปใช้ วัคซีนเชื้อตาย ซึ่งต้องสั่งซื้อ 2 ล้านโดสจากบริษัท ซาโนฟี

วัคซีนที่ว่านี้...1 คน ต้องฉีด 2 โดส

 

ต้องย้ำว่า...ผู้ที่ควรจะต้องได้วัคซีนจริงๆ ได้แก่ คนท้อง ผู้ดูแลเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน...เนื่องจากอายุน้อยกว่า 6 เดือนฉีดวัคซีนไม่ได้

เด็กอายุ 6 เดือนถึง 24 ปี แม้ไม่มีโรคประจำตัวก็ตาม...เนื่องจากติดเชื้อและแพร่ให้ผู้อื่นได้สูง, อายุ 25 ถึง 64 ปี ที่มีโรคประจำตัว และไม่มีโรคประจำตัว และคนแก่

ดูจากตัวเลขกว้างๆ จะมีคนต้องการวัคซีนราว 40 ล้านคน

 

สถานการณ์วันนี้...โรงงานผลิตวัคซีนต้นแบบดำเนินการโดยองค์การเภสัชกรรม ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มมีปัญหา...ทั้งจากไข่ปลอดเชื้อที่สั่งเข้ามา และเพาะเชื้อได้ไม่พอ

ถ้าจำต้องผลิตให้เพียงพอ 40 ล้านโดส อาจต้องใช้เวลา 17 เดือน

ต้องมีไข่ปลอดเชื้อรองรับ 6,000 ฟองต่อสัปดาห์...ต้องผลิตเชื้อได้ 100 โดสต่อฟอง...แต่ถ้ามีไข่ 4,500 ฟองต่อสัปดาห์ และผลิตเชื้อได้ตามระดับพอใช้ได้คือ 30 โดสต่อฟอง...ต้องใช้เวลา 74 เดือน

โรงงานในอนาคตที่ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ต้องรอปี 2554 จึงจะก่อสร้าง...ติดตั้งเครื่องมือ...ระบบเสร็จ ถ้านับรวมโรงงานต้นแบบหลังใหม่ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี วิทยาเขตบางขุนเทียน และของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรที่หัวหิน กว่าจะดำเนินงานได้ ก็ต้องรออีก 1-2 ปี

แต่อย่าลืมว่า...ประเทศไทยมีโรงงานผลิตวัคซีนสัตว์ปีก กรมปศุสัตว์ ที่อำเภอปากช่อง...นครราชสีมา ผลิตไข่ปลอดเชื้อได้เอง มีสถานที่ บุคลากรที่มีความชำนาญพร้อมผลิตวัคซีนเชื้อเป็นมานานกว่า 10 ปี

"ถ้ามีการปรับปรุงตู้ฟัก แช่เย็นไข่หลังเพาะ และอื่นๆ จะใช้งบประมาณ 80 ล้าน...ดำเนินการได้ภายใน 3 เดือน รับการผลิตได้ 86 ล้านโดสในเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น"

เว็บไซต์องค์การอนามัยโลก แนะว่า ในประเทศที่มีโรงงานผลิตวัคซีนอยู่แล้วในสัตว์ ในกรณีที่เกิดเหตุโรคระบาดในคนฉุกเฉิน สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาใช้ผลิตวัคซีนคนได้ทันที

ทว่า...กระบวนการเสนอโรงงานแห่งนี้ กลับถูกเมินจากกระทรวงสาธารณสุขมาตลอด 2-3 ปี โดยเหตุผลที่เป็นโรงงานต่างหน่วยงาน

"เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีการเปลี่ยนแผนเดิมมาใช้โรงงานแห่งนี้ ในขณะที่โรงงานจริง...โรงงานต้นแบบอื่นๆ ก็ยังคงดำเนินการตามเดิม" คุณหมอธีระวัฒน์ ว่า

ถ้าประเทศไทยดำเนินการผลิตวัคซีนไม่ได้เอง ต้องพึ่งวัคซีน 2 ล้านโดส... นำเข้า  คน  1  คน...ต้องฉีด  2  โดส  เพราะเป็นวัคซีนเชื้อตาย...กระตุ้นภูมิ

ไม่ได้ดีนัก

สิ่งที่จะเกิดตามมา ต้องคัดเลือกว่า ใน 1 ล้านคนที่ได้ฉีดคือใครก่อน

รวมถึงต้องมีการตรวจเลือดก่อนว่า...ผู้ใดเคยติดเชื้อมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้อง

ฉีดวัคซีนอีก

ต่างกับประเทศร่ำรวย เช่น สหรัฐฯ วางแผนว่า จะฉีดวัคซีนให้ทุกคน ในประเทศ โดยเลือกตามกลุ่มเสี่ยงที่สุด...จนหมดประเทศ

ต่อเนื่องถึงมาตรการเตือนภัย ผ่านมาถึงวันนี้...ประเทศไทยพร้อมรับมือกับการ 

ระบาดไข้หวัด 2009 ระลอก 2...หรือไม่?

คุณหมอธีระวัฒน์ บอกว่า การเตือนภัยในชุมชนหรือในจังหวัดอาจทำได้ โดยอัตโนมัติจากความร่วมมือของคลินิก...โรงพยาบาลในจังหวัด

"สังเกตปริมาณผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัดใหญ่ที่มีจำนวนมากขึ้นกะทันหัน ทั้งผู้ป่วยนอก...ใน

สังเกตความรุนแรง จากผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่เข้าโรงพยาบาลและนอก ที่มีปอดบวม และคนที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ...และที่เสียชีวิต นอกจากนี้...ยังรู้ได้จากการที่เด็กป่วย ต้องขาดเรียนเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นมาก...ให้รณรงค์ป้องกันตนเองเต็มที่"

สถานการณ์เหล่านี้อาจไม่ต้องรอประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข เว้นแต่ กระทรวงฯจะสามารถประกาศผ่านเว็บไซต์ หรือด้วยวิธีใดก็ตาม ให้เข้าถึงจุดเสี่ยงทั่วประเทศ

ที่ว่าจะมีการระบาดระลอก 2 หลายคนสงสัย เกิดเพราะเชื้อดื้อยาหรือเปล่า?

คุณหมอธีระวัฒน์ อธิบายว่า กลไกเชื้อดื้อยามีหลายประการ ทั้งนี้รวมถึงกรณีที่ไวรัสดื้อยาแท้จริง แล้วต้นตออยู่ในบริเวณเอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้... แพร่ไปยังทวีปอเมริกาเหนือ ใต้ ยุโรป

ทำให้หลายประเทศ เช่น นอร์เวย์มีเชื้อดื้อยา ทั้งๆที่ไม่ได้ใช้ยาแพร่หลาย

"อาจเกิดจากเชื้อหลายสายพันธุ์ ปนเปอยู่ด้วยกัน มีสัตว์ต่างๆ รวมทั้งหมูเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อ...ยิ่งถ้ามีการใช้ยาโอเซลตามิเวียร์มากขึ้น อาจเร่งการดื้อยาขึ้นไปอีก"

การที่มีการติดเชื้อในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันไม่ดีนัก จะทำให้มีไวรัสปลดปล่อยออกมาได้มาก...นานกว่าปกติ โดยที่มีโอกาสกลายพันธุ์มากขึ้น

ประเด็นข้างต้นนี้ ทำให้เกิดการติดเชื้อ ก่อโรคให้คนอื่นๆได้อีก

การสอบสวนเชื้อดื้อยาในประเทศไทย จำเป็นต้องตรวจสอบเชื้อในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงผิดสังเกตในอำเภอ หรือในจังหวัดหนึ่ง โดยเฉพาะที่มีปอดบวมรุนแรง และที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจเป็นจำนวนหลายคน...

ในเวลาใกล้เคียงกัน

"เก็บทั้งเชื้อเป็น เพื่อตรวจสอบการดื้อยาโดยตรง และเชื้อตายจากการตรวจรหัสพันธุกรรมตำแหน่งที่ทราบการดื้อยา...โดยไม่ต้องสุ่มตรวจทั่วไปหมด ซึ่งจะทำให้พลาดโอกาสในการสอบสวนเชื้อดื้อยาจริงๆ..."

ในสหรัฐฯ นักเรียน นิสิต นักศึกษา คนวัยทำงาน อายุ 5 ขวบ-49 ปี เป็นเป้าหมายของหวัดใหญ่ 2009 มีโรครุนแรงขึ้น จนต้องเข้าโรงพยาบาล

สถิติแยกย่อย อายุ 5-9 ปี...อยู่ที่อัตรา 19% เทียบกับหวัดใหญ่ตามฤดูกาลอยู่ที่ 3%...อายุ 10-17 ปี อยู่ที่ 15% เทียบกับหวัดฤดูกาลอยู่ที่ 3% และอายุ 18-49 ปี อยู่ที่ 31% ขณะที่หวัดตามฤดูกาลอยู่ที่ 19%

แม้ว่าอุบัติการณ์ชัดเจนในประเทศไทยยังไม่ทราบชัด แต่ถือว่าใกล้เคียงกัน ประเทศไทยต้องพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส...

"ผู้ติดเชื้อกลุ่มอายุน้อยๆ นักเรียน นิสิต นอกจากมีพฤติกรรมรวมกลุ่มกิจกรรม แออัด ติดเชื้อได้ง่าย ยังพบว่ามีความสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นๆได้สูง

กลุ่มนี้...ด้วยความรักเพื่อนในกลุ่ม ถือว่ายากที่สุดในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การล้างมือ ปิดปากเวลาไอจาม กินอาหารร้อน ช้อนกลาง

แต่...อีกมุมหนึ่ง กลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มนำแฟชั่น ใช้ชี้นำกลุ่ม...เด็กๆ อายุน้อยกว่าได้ หากรณรงค์ได้สำเร็จ จะกำเนิดคนรุ่นใหม่ที่ทนทานต่อโรคอุบัติใหม่... อุบัติซ้ำได้ดีขึ้น"

นัยความหมายของมาตรการรับมือนี้ คือการปฏิบัติตัวจนนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี ห่างไกลจากเชื้อโรคอุบัติใหม่หลากหลายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะเวลา

ไม่ว่าการระบาดระลอก 2 จะเกิดหรือไม่...เกิดแล้วจะน่ากลัว? รุนแรงแค่ไหน?  การเตรียมพร้อมรับไว้ทุกด้าน  จะยิ่งทำให้ประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็วเท่านั้น.

< Previous   Next >