|
ถึงประเทศไทยจะพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ดื้อยาเป็นรายแรกก็ตาม...แต่ไม่ใช่เรื่องต้องตื่นตกใจว่าจะหายารักษาโรคนี้ไม่ได้ ด้วยเหตุผลหนึ่งนั้น เชื้อไข้หวัดใหญ่ดื้อยาโอเซลทามิเวียร์...ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับบ้านเรา และอีกหนึ่งที่บอกว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ดื้อยา...อาจจะดื้อไม่จริงก็ได้ เพราะจะต้องมีการตรวจยืนยันอีกครั้งว่าดื้อจริงแค่ไหน และหน่วยงานที่จะยืนยันได้จริงแท้ก็คือ ห้องแล็บของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือและทำหน้าที่เฝ้าติดตามการกลายพันธุ์และดื้อยาของเชื้อไวรัส ตลอดเวลา
นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายว่า การตรวจเฝ้าระวังเชื้อไวรัสดื้อยาหรือไม่ มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี นั่นคือ... 1. ตรวจสารพันธุกรรมหายีนส์ที่ดื้อยา (Genotype assay)
2. ตรวจทางชีววิทยา (Phenotyc assay) การตรวจสารพันธุกรรม คือดูว่ายีนส์ของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 8 ท่อน...ยีนส์ท่อนที่ 6 ที่เรียกว่า H274H มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็น H274Y หรือไม่ ถ้าเปลี่ยนไป แสดงว่าเชื้อมีลักษณะเข้าข่ายดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่ต่างกับการดูลักษณะของไวรัสว่า มีโหงวเฮ้งดื้อยาหรือเปล่า...แต่จะดื้อจริงแค่ไหนยังบอกได้ไม่เต็มร้อย... นอกจากจะเอาไปพิสูจน์กับยาจริงๆ นั่นคือ การตรวจทางชีววิทยาทดสอบกับยาโดยตรง โดยการเอาไวรัสมาทำการเพาะเลี้ยงจนได้ปริมาณมากพอ จากนั้นก็เอายามาหยดทดสอบดูว่า... เจอยาไปแล้ว เชื้อจะเฉาฝ่อตายไปหรือเปล่า "การตรวจที่ทางโรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่ามีเชื้อดื้อยานั้น เป็นการพบ โดยการตรวจแบบดูสารพันธุกรรม ไม่ได้ทดสอบกับยาว่า เชื้อดื้อยาจริงหรือเปล่า ขณะนี้ในประเทศไทย มีห้องแล็บของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ส่วนกลางเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้" ที่อื่นไม่สามารถตรวจได้ เนื่องการกระบวนการตรวจยุ่งยากซับซ้อน... ต้องมีระบบเซฟตี้ที่ต้องป้องกันไวรัสหลุดออกไปภายนอก ต้องมีระบบ เพาะเลี้ยงเซลล์ให้มีชีวิตตลอดเวลา เพราะไวรัสจะกินเฉพาะเซลล์เป็นๆ เซลล์มีชีวิต เท่านั้น เซลล์ตายแล้วไวรัสไม่กิน มันเลยยุ่งไม่เหมือนกับการเพาะเลี้ยงเชื้อแบคทีเรีย ที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ในวุ้นอาหาร และเซลล์ที่เอามาเลี้ยงเป็นอาหารของไวรัส...ต้องใช้เซลล์ของมะเร็ง เนื่องจากมีคุณสมบัติมีชีวิตทนทาน ตายยาก เลี้ยงเซลล์มะเร็งให้ไวรัสกิน ไวรัสจะได้เติบโตขยายพันธุ์ได้ไวรัสจำนวน มากพอ จากนั้นถึงจะเอามาทดสอบกับยา ทั้งหมดนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ถึงจะรู้ว่าเชื้อนั้นดื้อยาจริงหรือเปล่า
ไม่เหมือนการตรวจด้วยวิธีดูสารพันธุกรรมที่ใช้เวลาน้อยกว่า เพียง 1 อาทิตย์ก็รู้ผลแล้ว "การตรวจเชื้อดื้อยา ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำควบคู่กันไปทั้ง 2 วิธี ที่ผ่านมามีเหมือนกันที่เราพบว่า ตรวจดูพันธุกรรมแล้วมียีนส์ดื้อยาจริง แต่พอเอามาทดสอบกับยาปรากฏว่าไม่ดื้อ จนต้องส่งเชื้อไปให้ทางองค์การ อนามัยโลกตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งก็ได้ผลเหมือนกับเรา และตอบกลับมาว่า เขาก็เจอเหมือนกับเราเช่นกัน การจะสรุปว่าเชื้อดื้อยาจริงหรือไม่ ต้องเชื่อในผลทดสอบกับยาเป็นสำคัญ แต่ปัญหาแบบนี้พบไม่มาก ส่วนใหญ่ผลตรวจทั้งสองแบบจะตรงกัน" เหตุที่การตรวจดูโหงวเฮ้งพันธุกรรมยืนยันได้ไม่เต็มร้อย นพ.ปฐม บอกว่า อาจจะมาจากศาสตร์ด้านสารพันธุกรรมยังเป็นเรื่องใหม่ของมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ยังมีความรู้เรื่องสารพันธุกรรมไม่มากพอนั่นเอง และอีกเหตุผลหนึ่งของการดื้อยาไม่น่ากลัวเหมือนอย่างที่คิดกันไป นั่นก็คือ...ไวรัสไข้หวัดใหญ่ดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเมืองไทยแต่อย่างใด ไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์ดื้อยาตลอดเวลา ที่ผ่านมาก่อนหน้าจะมียาโอเซลทามิเวียร์ จะมียา Amandidine กับยา Rimantidine แต่ใช้ไป ใช้มาเชื้อดื้อยาใช้ไม่ได้ผล เลยมีการผลิตยาโอเซลทามิเวียร์ออกมาใช้แทน ยาโอเซลทามิเวียร์เริ่มมีการใช้กันในปี 2542 ใช้กันมากในประเทศเขตหนาว ที่มีปัญหาไข้หวัดใหญ่เป็นโรคร้ายแรงทำให้คนเสียชีวิตมาก อย่างในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น...มาถึงวันนี้ 10 ปีที่ผ่านไป ยาโอเซลทามิเวียร์ ก็เริ่มมี ปัญหาว่า ไม่สามารถฆ่าเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์เก่าได้ ต้องเน้นย้ำ...เชื้อไวรัสสายพันธุ์เก่าดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ก่อนที่เชื้อ 2009 จะถือกำเนิดซะอีก พบเชื้อดื้อยามากในยุโรป กับในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา "บ้านเราก็เหมือนกัน การเฝ้าระวังตรวจเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา เราพบว่า คนไทยได้รับเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ เหมือนกัน พบไม่ใช่น้อย พบมากถึง 70%" นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บอกว่า อย่าเพิ่งตื่นตกใจให้มากไป...เชื้อที่พบว่าดื้อยา เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เก่า "ตรงนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ ประเทศไทยเพิ่งจะมีระบบแจกจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ไม่กี่วันมานี่เอง ก่อนหน้านี้หาได้ยากที่คนไทยจะได้กินยาตัวนี้ เพราะนอกจากจะมีราคาแพง เม็ดละ 100 บาท แถมหาซื้อตามร้านทั่วไปไม่ได้ ด้วย มันเลยมีคำถามว่า ในเมื่อตอนนั้นคนไทยไม่ได้ใช้ยาโอเซลทามิเวียร์ แล้วคนไทยได้เชื้อดื้อยามาจากไหน จากการสอบสวนโรคเราถึงได้รู้ว่า เชื้อมากับนักท่องเที่ยว มากับฝรั่งที่มาเที่ยวเกาะสมุย"
และเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เก่าดื้อยานั้นก็ระบาดไปทั่ว จนสุ่มตรวจคนไทยพบว่ามีมากถึง 70% แต่ทำไมคนไทยถึงอยู่กันโดยไม่เป็นอะไรมากมาย...เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น "ทั้งที่ผ่านมา แต่ไหนแต่ไรการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย เราไม่เคยจ่ายยาฆ่าเชื้อไวรัสให้กับคนป่วยเลย รักษากันแบบให้กินยาลดไข้ ลดน้ำมูก พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอเท่านั้นเอง" ที่สำคัญอีกประการ ถ้าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ สายพันธุ์เก่าดื้อยาโอเซลทามิเวียร์มากจริง ก็ใช่จะไม่มียารักษา วันนี้ก็ยังมียาซานามิเวียร์ อีกตัวที่ใช้รักษาได้ และวงการแพทย์เชื่อว่า...คงมียารักษาไข้หวัดใหญ่มากกว่านี้ อีกหลายตัว ที่บริษัทผลิตยาซุกซ่อนเก็บไว้เป็นความลับ ค่อยๆทยอยปล่อยกันออกมาทีละตัว...เก็บไว้ขายตอนเชื้อกลับมาฮอตได้ราคาดี โก่งราคาได้ เหมือนอย่างวันนี้ ที่ผ่านมาไข้หวัดใหญ่ดื้อยาไม่น้อย เราอยู่กันได้...ยา โอเซลทามิเวียร์ คนไทยเริ่มรู้จักได้ยินกันตอนที่ไข้หวัดนกระบาดในช่วงปี 2547 ตอนนั้นทั่วทั้งโลกสั่งยาโอเซลทามิเวียร์มาสต๊อกเก็บไว้เป็นว่าเล่น เฉพาะไทยเองสั่งสต๊อกไว้ 6 แสนโดส เพราะเชื้อไข้หวัดนกมีพิษสงรุนแรง มีอัตราเสียชีวิตสูง สต๊อกเก็บไว้ได้แค่ 2 ปี ยาก็หมดอายุ...วันนี้กระแสไข้หวัดนกเสื่อมถอย ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่มาแรง ไม่เพียงมีการสต๊อกยาเพิ่มขึ้น ยังขยับขยายเป็นแจกจ่ายให้กินยากันไปทั่วโลก...ความกลัวที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปี ทำให้ยอดจำหน่ายยาเพิ่มขึ้นไม่รู้ กี่พันล้านเม็ด กำไรไม่ต้องมาก แค่เม็ดละ 30 บาท บริษัทผลิตยาอู้ฟู่ ราคาหุ้นบริษัทพุ่งกระฉูด...มีคำถามในมุมกลับ มีการสร้างกระแสความตื่นกลัวฉุดกระชากให้เราเป็นเหยื่อบริษัทยามากจนเกินไปหรือเปล่า ทั้งที่ไม่ต้องพึ่งมัน ก็หายเองได้. ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2552 |