Home arrow News arrow คนไทย 5 แสนคน มีภูมิต้านทานหวัด ไม่ต้องตื่นเชื้อดื้อยา
คนไทย 5 แสนคน มีภูมิต้านทานหวัด ไม่ต้องตื่นเชื้อดื้อยา Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 10 สิงหาคม 2009
        ASTVผู้จัดการรายวัน - เตือนผู้ที่ได้รับยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ ต้องกินให้ครบ 10 เม็ด ตามเวลา 5 วัน อย่าหยุดยากลางคัน เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา  คาดมี 3-5 แสนคนที่มีภูมิต้านทานแล้ว นักวิชาการย้ำยังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกรณี ดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ เตรียมเรียกประชุมผู้เชี่ยวชาญถกและนำข้อมูลของแต่ละห้องปฏิบัติการมาหารือร่วมกันวันนี้ “มาร์ค” แนะสูตร 1+1 จับสัญญาณตัวเองติดเชื้อ

      นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งในไทยเริ่มตรวจพบเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีว่า ปัญหาการดื้อยาต้านไวรัสมีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากมีการใช้ยากับคนเป็นจำนวนมากโอกาสเกิดการดื้อยาก็จะมีมากขึ้น ซึ่ง สธ.ระมัดระวังในการใช้ยา โดยกำหนดให้ใช้ยานี้ในผู้ป่วยหนักและผู้ที่เสี่ยงมีอาการป่วยรุนแรง ซึ่งจะให้ผลการรักษาดีที่สุดใน 48 ชั่วโมง หรือ 72 ชั่วโมงแรกที่เริ่มป่วย จึงย้ำเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่กำลังกินยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์อยู่ในขณะนี้ หากหลังกินแล้วอาการดีขึ้นก็อย่าหยุดกินยากลางคัน  ขอให้กินจนครบตามแพทย์สั่ง คือวันละ 2 เม็ด ครั้งละ 1 เม็ดเช้าและเย็น จนครบ 5 วัน รวม 10 เม็ด  เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยา และแพร่ระบาดไปสู่ผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถใช้ยาตัวเดิมได้  ดังนั้นผู้ป่วยที่ได้รับยาจะต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด
      
       ทั้งนี้ ขณะนี้ทั่วโลกรวมทั้งคนไทยมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เท่ากัน เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่มีภูมิต้านทานเชื้อนี้มาก่อน ในส่วนของไทยคาดว่าจะมีผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคนี้แล้วประมาณ 3 - 5 แสนคน ดังนั้น คนที่ยังไม่ป่วยขอให้ป้องกันตนเองไม่ให้รับเชื้อ
      
       ไม่ต้องตื่นเชื้อดื้อยา
      
       นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 มีการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ คาดว่าในบ่ายวันพรุ่งนี้ (10 ส.ค.) ทางคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข จะมีการประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อสอบถามเรื่องนี้ เพราะเบื้องต้นเป็นรายงานผลจากห้องปฏิบัติการ ยังไม่มีการพูดคุยกันอย่างชัดเจน จึงไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก เนื่องจากปริมาณการใช้ยาโอเซลทามิเวียร์ในประเทศไทยยังนับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่น สำหรับรายงานอัตราการดื้อยาทั่วโลก พบมีที่ญี่ปุ่น ฮ่องกง เดนมาร์ก  แคนาดา และต้องมีการสอบถามไปยังห้องปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศิริราชพยาบาลร่วมด้วย
      
       ด้านนพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้เชี่ยวชาญระดับ 11 กรมการแพทย์ กล่าวว่า การดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย ทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ต้องดูว่ามีปริมาณการดื้อยามากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากพบมีอัตราการดื้อยาจริงตามข่าวที่นำเสนอนับว่ามีปริมาณน้อยมาก ยังไม่ต้องตื่นตระหนกและแนวทางการรักษายังคงต้องใช้แบบเดิม เพราะแม้แต่ประเทศญี่ปุ่นที่มีอัตราการดื้อสูง ยังคงใช้ยาโอเซลทามิเวียร์เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการนำเรื่องดังกล่าวมาหารือในการประชุมของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข.
      
       นายกฯ แนะสูตร 1+1
      
       เมื่อเวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จัดรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่  30 ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(NBT)ถึงปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ว่า ขณะนี้เรามีการรายงานตัวเลขอยู่ทุกสัปดาห์ ขณะนี้แนวโน้มที่เห็นเรากำลังติดตามอีก 1 สัปดาห์ที่จะดูว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นแต่ละสัปดาห์เริ่มลดลงชัดเจนหรือยัง แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในขณะนี้ก็แน่นอนว่าปัญหาจะไปเพิ่มขึ้นในภูมิภาค และอาจจะลดลงในส่วนของกรุงเทพมหานคร  ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ได้ทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ www.flu2009thailand.com เพื่อเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ สำหรับพี่น้องประชาชนที่อยากจะรับรู้ในเรื่องนี้  ส่วนการรณรงค์จะมีการทำกันครั้งใหญ่ในการรวมพลังสู้หวัด  ซึ่งจะมีทั้งระบบการรักษาพยาบาล
      
       อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนคือว่าหลักง่าย ๆ ในการที่จะตัดสินใจว่าถ้าตัวเองเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว เราแนะนำว่าให้รักษาตัวอยู่กับบ้าน เมื่อไหร่สัญญาณอะไรที่บอกว่าต้องรีบไปหาหมอ ก็ใช้สูตร 1+1 ใน5  1.ก็คือว่าถ้าไข้สูงไม่ลด แล้วถ้ามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 5 อย่างต่อไปนี้เป็นสัญญาณที่ว่าน่าจะไปพบแพทย์แล้ว ข้อแรกคือปวดหัวมาก กินยาแล้วก็ไม่หาย ถ้าเป็นอย่างนี้และเป็นไข้สูง ก็ควรจะไปหาแพทย์  2.เบื่ออาหารอย่างมาก  ไม่อยากจะรับประทานอะไรเลย ไม่อยากจะกินอะไรเลย แม้กระทั่งน้ำไม่อยากดื่ม ถ้าเป็นอย่างนี้บวกกับไข้สูง ไปหาแพทย์ 3.เหนื่อยอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ถ้ามีอาการลักษณะนี้  ไข้สูง ไปหาแพทย์  4. ไอแล้วเหนื่อย ไอแล้วรู้สึกเจ็บเฉพาะที่ เจ็บหน้าอก ถ้ามีอาการนี้ไข้สูง ไปหาแพทย์  และสุดท้ายคือ ท้องเสียหรืออาเจียน  ถ้ามีอาการนี้และมีไข้สูงก็ไปหาแพทย์เช่นเดียวกัน  ถ้าทุกคนทำได้อย่างนี้ครับการบริหารจัดการในเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ก็จะสามารถทำได้ 

ที่มา  ASTVผู้จัดการรายวัน 10 สิงหาคม 2552 

< Previous   Next >