Home arrow News arrow รู้จริง! หวัด 2009 ตื่นตัวอย่าตื่นตูม
รู้จริง! หวัด 2009 ตื่นตัวอย่าตื่นตูม Print E-mail
User Rating: / 1
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 08 กรกฎาคม 2009

        ทำไม? ต้องระวังไข้หวัดใหญ่ 2009...ผ่านมาถึงวันนี้ผู้คนอาจจะสับสน จับทิศทางไม่ถูกว่าจะหวาดกลัว หรือจะไม่กลัวกันแน่

"ไข้หวัดใหญ่ 2009 ติดต่อง่าย เร็ว ดี เก่งมาก อาจจะเก่งกว่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล..."

ศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะถึงข้อที่น่ากลัว และข้อควรรู้

ประเด็นต่อมาที่ต้องรู้...ไข้หวัดใหญ่ 2009 โจมตีทุกกลุ่มอายุ

ไม่เฉพาะ...เด็กต่ำกว่า 5 ขวบ หรือคนแก่อายุมากกว่า 65 ปี หรือกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้มีโรคประจำตัว เช่น หอบหืด หลอดลมอ่อนแอ ความดันเลือดสูง เบาหวาน ไตไม่ดี...แต่ยังติดได้ดีในเด็กโต วัยรุ่น จนถึงผู้ใหญ่ที่แข็งแรง 20-50 ปี ที่ไม่มีโรคประจำตัวได้ด้วย

คำถามที่ว่า...จริงหรือไม่ ที่ไข้หวัดใหญ่ 2009 จะเกิดโรคที่รุนแรงเฉพาะในคนที่มีโรคประจำตัว?

"ไม่จริง..." คุณหมอธีระวัฒน์ ว่า

รายงานการวิเคราะห์ไข้หวัดใหญ่ 2009 จากประเทศเม็กซิโกในช่วงหนึ่งเดือนของการระบาด พบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนไข้ที่มีอาการรุนแรง ไม่มี โรคประจำตัวทั้งสิ้น และเกิดปอดบวมต้องใส่เครื่องช่วยหายใจจนถึงเสียชีวิต
ประเด็นที่สาม...การรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด มีประโยชน์หรือไม่

คำตอบก็คือ...ไม่มีประโยชน์ใดๆ เพราะไข้หวัดใหญ่ 2009 มีอาการตั้งแต่ อาการ ไอ จาม ครั่นเนื้อครั่นตัว โดยไม่มีไข้ก็ได้

การเฝ้าดูสถานการณ์ต้องดูที่ผู้ป่วยที่มาด้วยไข้หวัดใหญ่จริงๆ และเริ่มมีอาการมากขึ้นจากไข้หวัดธรรมดา เช่น ปวดเมื่อยทั้งเนื้อทั้งตัว ไข้สูงขึ้นเรื่อยๆ

หลังจาก 2-3 วัน มีอาการของระบบอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาเจียน ท้องเสีย หรืออาการทางสมอง เช่น ซึม นอนมากขึ้น ปวดศีรษะ

"อาการเหล่านี้ อาจดำเนินรุนแรงขึ้น จนมีปอดบวม หายใจไม่ได้ จนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ และเสียชีวิต"

การเฝ้าดูสถานการณ์ของผู้ป่วยอาการมากขึ้น มีประโยชน์ในการดูความเก่งกาจของไวรัสในการยกระดับ และแนวโน้มที่จะระบาดเป็นระลอกสอง

กรณีไข้หวัดใหญ่ลามโลกปี 1918 สายพันธุ์ H1N1...ปี 1957 สายพันธุ์ H2N2 และปี 1968 สายพันธุ์ H3N2 ซึ่งในระลอกสอง อาจพบความรุนแรงมากขึ้น

จากอัตราเสียชีวิต 5-15 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็น 60-80 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ โดยเทียบอัตราการตายในกลุ่มที่เริ่มมีอาการรุนแรง ไม่ใช่นับรวมผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อยเข้าไปด้วย

นอกจากนี้ การติดตามจำนวนของผู้ป่วยในแต่ละวันที่มีอาการมาก แม้ ไม่ถึงขนาดปอดบวมหรือต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ จะช่วยทำให้ประเมินสถานการณ์ ได้ดีขึ้น

ประโยชน์ที่จะได้อีกประการหนึ่งคือการปรับตัวของโรงพยาบาลในการเตรียมพร้อมรองรับการรักษาพยาบาลผู้ป่วย การเตรียมยา จัดสถานที่อุปกรณ์ และบุคลากร

แล้วอย่างนี้...มาตรการที่ต้องพิจารณาในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรเป็นเช่นใด?

"ต้องสร้างความชัดเจนในประเด็นต่างๆที่จะสื่อถึงประชาชน ในการขอความร่วมมือ ไปจนถึงการกำหนดมาตรการภาคบังคับ"

คุณหมอธีระวัฒน์ ย้ำว่า ต้องกันผู้มีโอกาสแพร่เชื้อ ไม่ให้มีโอกาสแพร่ไปสู่ผู้อื่น คนที่มีอาการ ไอ จาม น้ำมูกไหล หวัดแบบไหนก็ตาม ต้องใส่หน้ากากอนามัย ต้องอยู่บ้าน

"ในบ้านต้องจัดสัดส่วนแยกเท่าที่จะทำได้ ทุกคนในบ้านต้องใส่หน้ากาก ล้างมือแบบถูกต้องเป็นประจำ แยกถ้วยชาม แก้วน้ำ ใช้ช้อนกลาง...เฝ้าดูอาการ หากอาการมากขึ้นต้องนำส่งโรงพยาบาล"

เมื่อหยุดงาน หยุดเรียน ปิดสถานที่มีการระบาดตามระยะเวลาที่เหมาะสม อาจอยู่ที่ 7 วัน...ซึ่งนับรวมระยะที่คนที่ติดเชื้อจะสามารถแพร่ให้คนอื่นได้ ตั้งแต่ ยังไม่แสดงอาการจนมีอาการแล้ว (ถ้ามีอาการแทรก เช่น ปอดบวม ระยะแพร่เชื้อก็จะนานกว่านี้)

ที่สำคัญ...ต้องกำชับว่าในการหยุดนั้น ให้คนหยุดอยู่บ้าน ไม่ใช่ ไปดูหนัง เดินช็อปปิ้ง

"การล้างมือ" ...ถ้าไม่มีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ใช้น้ำและสบู่ได้...และให้รู้ไว้ด้วยว่า เชื้อที่อยู่ในละอองฝอยจากการไอจามสามารถอยู่บนพื้นผิวเครื่องใช้ได้นานถึง 2 ชั่วโมง

จุดเน้นย้ำ...อาการสำคัญของไข้หวัดใหญ่ 2009

อาการมีได้ทั้งระบบทางเดินหายใจแบบน้อยๆ ไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไม่มีไข้ก็ได้จนถึงเหนื่อยหอบหายใจเร็ว และปอดบวม

อาจพบอาการแบบอื่นๆ โดยไม่มีไอหรือน้ำมูกไหล แต่ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีกล้ามเนื้ออักเสบ ปวดกระดูกร่วมกับไข้หรือมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ความดันต่ำ หน้ามืด หรือมีแต่อาการทางสมอง ซึม ไม่รู้ตัวก็ได้

มาถึงตอนนี้ หลายคนอาจมีหลายคำถามคาใจ และคิดต่อไปว่า...ใครบ้างที่ควรต้องตรวจหาเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009

คุณหมอธีระวัฒน์ แนะว่า เนื่องจากไข้หวัดใหญ่ 2009 ในขณะนี้ส่วนใหญ่ หายเองได้...ดังนั้น อันดับแรกควรตรวจในผู้มีโรคประจำตัว โรคปอด หลอดลม เบาหวาน ความดันเลือดสูง โรคไต อัมพฤกษ์ ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน...ที่มีอาการทุกระดับ ไม่จำกัดความรุนแรง

ถัดมา...เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และผู้ใหญ่อายุมากกว่า 65 ปี ไม่จำกัดความรุนแรง

เด็กอายุมากกว่า 5 ปี และผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 65 ปี...เฉพาะที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น

แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางสาธารณสุข ไม่จำกัดความรุนแรง เพราะจะเป็นตัวการแพร่เชื้อแก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาล การระบาดที่เม็กซิโก พบว่า ในโรงพยาบาลโรคปอดแห่งหนึ่งในเดือนแรก มีหมอ พยาบาลติดเชื้อถึง 22 ราย

การตรวจไม่ควรเจาะจงเฉพาะไข้หวัดใหญ่ 2009 ต้องแยกว่า ผู้ป่วยมีอาการจาก...แบคทีเรีย ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ไข้หวัดนกหรือไข้หวัดใหญ่ 2009

เพื่อประโยชน์ในการให้ยา Tamiflu และประเมินสถานการณ์ ไข้หวัดใหญ่ 2009 ลามประเทศ

ข้อปฏิบัติในการปิดโรงเรียน สถานที่ทำงานที่มีคนติดเชื้อ...มีประโยชน์ อย่างที่รู้กันดีว่า ไข้หวัดใหญ่ 2009 มีความสามารถสูงในการแพร่จาก 1 คน...ไปยังอีก 2-3 คน

"คนที่ได้รับเชื้อยังแพร่ให้ผู้อื่นได้ในช่วง 2-3 วันแรก...ที่ยังไม่แสดงอาการ ดังนั้น แม้ดูอาการปกติก็ยังสามารถถ่ายทอดเชื้อได้"

ที่ต้องเน้นย้ำให้ขึ้นใจ...เมื่อปิดโรงเรียน ที่ทำงาน นักเรียน คนในที่ทำงานนั้นๆ ต้องอยู่บ้านโดยเคร่งครัด อยู่บ้านเป็นสัดส่วน อย่างน้อย 7 วัน จนแน่ใจ ไม่ใช่ใช้ช่วงเวลานั้นไปเที่ยว เพราะมีโอกาสแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัวสูง

ยา Tamiflu จะให้บุคคลใดบ้างนั้น คุณหมอธีระวัฒน์ บอกว่า ผู้มีอาการน้อยจนเหมือนหวัดธรรมดา เช่น ไข้ น้ำมูกไหล เจ็บคอ...ไม่ต้องใช้ยา แต่ถ้าอาการรุนแรงขึ้น คือไข้สูงไม่ลด พาราเซตามอลเอาไม่อยู่...จึงจำเป็นต้องได้ยา

"การให้ยาโดยไม่จำกัด นอกจากจะมีผลข้างเคียง ซึ่งมีอันตราย เช่น มีอารมณ์ผิดปกติจนถึงฆ่าตัวตาย ที่สำคัญ...ยังทำให้เชื้อดื้อยาเร็วขึ้น หากมีการระบาดจริง...และรุนแรง จะเป็นปัญหาอย่างมาก"

การป้องกันพื้นฐาน ถ้าไม่มีเงินซื้อหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ ล้างมือ ทำได้ด้วยการใช้ผ้าเช็ดหน้า กระดาษทิชชู ปิดปาก จมูก เมื่อมีอาการหวัดอย่างเคร่งครัด

ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ...ก็เป็นทางออกที่ดี ไม่ต้องสิ้นเปลืองเพิ่ม

"ไวรัสจะถูกปล่อยออกมาพร้อมกับละอองฝอย โดยทั่วไปมีขนาดมากกว่า 8 ไมครอน...การปิดปากด้วยผ้าหรือกระดาษสามารถลดการแพร่ได้ระดับหนึ่ง

อีกประการสำคัญ ต้องพยายามละเว้นนิสัยเอามือที่ไม่ได้ล้าง สัมผัสโต๊ะ ลูกบิดเครื่องใช้ที่มีเชื้อไปป้ายตา จมูก ปาก จนทำให้ติดเชื้อได้"

คำถามคาใจข้อสุดท้าย...การอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ปลอดภัยหรือไม่

มีการศึกษาพบว่า ถ้าเครื่องปรับอากาศมีการหมุนเวียนจากอากาศภายนอก 100% จะมีโอกาสติดเชื้อเพียง 1.8% ถ้าใช้อากาศภายนอก 30-70% มีโอกาสติดเชื้อสูงขึ้นเป็น 13-16%

สรุปว่า...ไข้หวัด 2009 เป็นการระบาดที่น่ากลัว แต่ป้องกันได้ ยิ่งลดปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น

ข้อมูลเหล่านี้ คงทำให้คนไทยเข้าใจไข้หวัดใหญ่ 2009 มากขึ้น... กระตุ้นให้ตื่นตัวในการป้องกันเฝ้าระวัง และไม่ตื่นตูมจนเกินไป.

 

ที่มา  หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ July 8, 2009

< Previous   Next >