Home arrow News arrow รามาฯ พัฒนาชุดตรวจหาเชื้อดื้อยาไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ รู้ผลใน 4 ชม.
รามาฯ พัฒนาชุดตรวจหาเชื้อดื้อยาไข้หวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ รู้ผลใน 4 ชม. Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
เสาร์, 16 พฤษภาคม 2009

       

 

        นักวิจัยจากโรงพยาบาลรามาธิบดีโชว์ผลสำเร็จ ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่แบบครบวงจร แยกแยะหวัดใหญ่พันธุ์ใหม่ 2009 ได้จากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล รู้ผลใน 4-7 ชั่วโมง พร้อมบอกด้วยว่า เป็นเชื้อดื้อยาหรือไม่ ช่วยแพทย์วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยได้ทันการภายใน 48 ชั่วโมง

      สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แถลงข่าวผลสำเร็จการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยไข้หวัดใหญ่แบบครบวงจร (All-In-One) ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 15 พ.ค.52 ที่ผ่านมา ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย รศ.ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์และสื่อมวลชนให้ความสนใจร่วมทำข่าวกันมากมาย
       
       รศ.ดร.วสันต์ เปิดเผยว่า ได้รับทุนสนับสนุนจาก สวทช. จำนวน 200,000 บาท และใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการพัฒนาชุดตรวจเชื้อไข้หวัดใหญ่ ที่สามารถตรวจแยกเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เอช1เอ็น1 2009 (H1N1 2009) ได้ พร้อมทั้งบอกได้ว่าเป็นเชื้อดื้อยาหรือไม่ โดยการออกแบบชุดน้ำยาสำหรับตรวจจากรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1 2009 ที่พบในผู้ป่วยคนไทย ซึ่งได้รับตัวอย่างจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และใช้ตรวจร่วมกับเครื่องไพโรซีเควนเซอร์ (Pyrosequencer)
       
       วิธีการตรวจสามารถทำได้ โดยการนำตัวอย่างเชื้อไวรัสที่ต้องการตรวจใส่ลงไปในหลอดทดลองที่มีน้ำยาตรวจเฉพาะดังกล่าว แล้วจากนั้นวิเคราะห์ด้วยเครื่องไพโรซีเควนเซอร์ เครื่องจะทำการถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อได้ภายใน 1 ชม. จากนั้นนำข้อมูลรหัสพันธุกรรมที่ได้ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในฐานข้อมูล ซึ่งสามารถแยกแยะได้ว่าเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล, ไข้หวัดนก หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 2009 และหากตรวจพบว่าเป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ ก็ยังสามารถบอกได้อีกว่าเชื้อดังกล่าวมีโอกาสดื้อยาหรือไม่ โดยตรวจดูตำแหน่งของการกลายพันธุ์ที่ทำให้เชื้อดื้อต่อยาแต่ละชนิด
       
       "การตรวจหาว่า เชื้อนั้นมีโอกาสดื้อยาหรือไม่ เป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นแล้วอาจไม่ทันการณ์ ซึ่งยาที่ใช้ต้านเชื้อไข้หวัดใหญ่นั้นมีหลายชนิด หากพบว่าเชื้อที่ตรวจพบนั้นดื้อยาชนิดใด แพทย์จะได้ให้ยาชนิดอื่นรักษาแทน" รศ.ดร.วสันต์ กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ และสื่อมวลชน
       
       ทั้งนี้ จุดเด่นของชุดตรวจที่ รศ.ดร.วสันต์ พัฒนาขึ้นนั้นคือสามารถตรวจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (Influenza A) สายพันธุ์ใด และเชื้อดื้อยาหรือไม่ โดยสามารถตรวจได้ครั้งละ 90 ตัวอย่างพร้อมกัน และรู้ผลได้อย่างแม่นยำภายใน 4-7 ชั่วโมง โดยมีค่าใช้จ่ายในการตรวจตัวอย่างละประมาณ 500 บาท ขณะที่วิธีเรียลไทม์พีซีอาร์ (real-time PCR) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานและใช้เวลาตรวจจนรู้ผลใกล้เคียงกัน แต่มีค่าใช้จ่ายต่อตัวอย่างสูงกว่าเท่าตัว และทำได้ครั้งละ 1 ตัวอย่างเท่านั้น
       
       อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.วสันต์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เครื่องไพโรซีเควนเซอร์นั้น เป็นเครื่องถอดรหัสพันธุกรรมที่ใช้ในการถอดรหัสพันธุกรรมสายสั้นๆ ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ มักจะมีเครื่องมือชนิดนี้อยู่ และการพัฒนาชุดตรวจหรือเทคนิคการตรวจในครั้งนี้ก็ไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนักเพราะไทยมีองค์ความรู้ในการพัฒนาชุดตรวจไข้หวัดนกหรือโรคซาร์สมาก่อนแล้ว และในอนาคตหากเกิดโรคอุบัติใหม่ขึ้นอีก ก็น่าจะสามารถพัฒนาวิธีการวินิจฉัยจากองค์ความรู้ในครั้งนี้ได้เช่นกัน และหากโรงพยาบาลใดที่มีเครื่องไพโรซีเควนเซอร์ต้องการนำชุดตรวจนี้ไปใช้ในการตรวจวินิจฉัยเชื้อไข้หวัดใหญ่แบบครบวงจร สามารถติดต่อได้โดยตรงกับ สวทช.

 

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 พฤษภาคม 2552 

Last Updated ( เสาร์, 16 พฤษภาคม 2009 )
< Previous   Next >