Home arrow News arrow หวัดหมูพุ่ง4พันราย/ “มะกัน”ระบาด44รัฐ
หวัดหมูพุ่ง4พันราย/ “มะกัน”ระบาด44รัฐ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 11 พฤษภาคม 2009

        เมื่อวันที่ 10 พ.ค.52 องค์การอนามัยโลก หรือ “ฮู” ออกแถลงการณ์ แจ้งยอดผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ เอช 1 เอ็น 1 ทั่วโลกเพิ่มเป็น 53 ราย มีผู้ติดเชื้อ 4,298 ราย ใน 31 ประเทศ

        ขณะเดียวกัน ทางการรัฐวอชิงตันของประเทศสหรัฐฯ แจ้งว่า มีผู้เสียชีวิตด้วยไวรัสชนิดนี้อีก 1 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯเพิ่มเป็น 3 คนแล้ว โดยเหยื่อรายล่าสุดเป็นชายวัย 30 ปีเศษในรัฐวอชิงตัน เขามีอาการป่วยเกี่ยวกับหัวใจอยู่แล้วและเสียชีวิตด้วยอาการจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ส่วน ผู้เสียชีวิต 2 รายก่อนหน้านี้พบในรัฐเท็กซัส นอกจากนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 2,254 คนแล้ว โดย 104 คนต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาล และจำนวนรัฐที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 44 รัฐจากทั้งหมด 50 รัฐ

               ด้าน นางมาเรีย อาวิลา รมต.สาธารณสุขของคอสตาริกา กล่าวว่า มีชายวัย 53 ปี เสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่แล้ว 1 ราย เมื่อวันเสาร์(9พ.ค.)ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเขาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงซานโฮเซ เมืองหลวงของคอสตาริกา นานกว่า 1 สัปดาห์

                สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นแคนาดาได้ฆ่าหมูที่กักไว้ราว 500 ตัว หลังจากที่ตรวจพบติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ในรัฐแอลเบอร์ตา ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้เป็นการตัดสินใจจากผลการหารือร่วมกันของผู้ผลิต สำนักงานตรวจสอบอาหาร และเจ้าหน้าที่อนามัยสัตว์ ที่คาดว่า จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับปศุสัตว์ ส่วนสัตว์อื่นๆ จะต้องอยู่ในพื้นที่กักกันโรคต่อไป ซึ่งเป็นมาตรการเพื่ออนามัยสัตว์

                ทางด้าน เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขของปะเทศญี่ปุ่น ออกมายืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อเป็นรายที่ 4 แล้ว ซึ่งเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนเดียวกับนักเรียนอีก 2 คน และครู 1 คน ที่ตรวจพบเชื้อก่อนหน้านี้ หลังจากเดินทางกลับมาจากประเทศแคนาดา โดยผ่านทางสหรัฐฯ ส่วนเกาหลีใต้ พบผู้ติดเชื้อ 3 คน และพบผู้ติดเชื้ออีก 1 คนในฮ่องกง

                วันเดียวกัน นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ที่ต้องส่งเชื้อจากผู้ต้องสงสัยติดไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ไปให้ยูเอสซีดีซีของสหรัฐฯตรวจ เพราะเราตรวจแล้วว่า น่าจะใช่ แต่ต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันอีกครั้ง ทั้งนี้ถ้ามองในแง่ดี ไทยจะได้มีเชื้อและทำให้ทราบพันธุกรรมของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ และนำมาศึกษาได้ ขณะนี้ตัวอย่างเชื้อได้ถึงสหรัฐอเมริกา คาดว่า การตรวจเชื้อและจะทราบผลได้ในอีก 2-3 วันนี้

                เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวว่ามีแพทย์อยู่ในข่ายต้องสงสัยว่าป่วย นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า แพทย์ก็อยู่ในข่ายเฝ้าระวัง อย่างไรก็ตามไม่อยากให้สื่อลงรายละเอียด เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่าการบอกรายละเอียดจนเกินไป นอกจากผู้ป่วยจะโดนรังเกียจแล้ว ญาติพี่น้องก็โดนรังเกียจด้วย อีกทั้งเป็นการละเมิดสิทธิผู้ป่วย

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันได้พยายามสอบถามรายละเอียดจากผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขหลายคน เกี่ยวกับผู้อยู่ในข่ายสงสัยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่คนแรกของไทย จนถึงขั้นต้องส่งเชื้อไปตรวจยืนยันที่สหรัฐฯ แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลเรื่องสิทธิของผู้ป่วย

                อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งเพียงว่า ผู้ต้องสงสัยรายดังกล่าว เป็นแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้หายเป็นปกติและพ้นระยะแพร่เชื้อแล้ว ขณะเดียวกันคนที่มีประวัติสัมผัสกับแพทย์คนดังกล่าวประมาณ 30 คน ทุกคนก็มีอาการปลอดภัย ไม่มีใครเจ็บป่วยแต่อย่างใด

                ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข (สธ.) ว่า การตื่นตัวของประชนชนในเรื่องการป้องกันโรคเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่จำเป็นต้องตระหนก เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขของไทย ได้จัดระบบงานสาธารณสุขให้มีความเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพที่จะรับมือกับโรคนี้ โดยมีมาตรการคือการสกัดกั้นไม่ให้เชื้อแพร่เข้ามาภายในประเทศที่ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ การวินิจฉัย ค้นหาผู้ป่วยโดยเร็ว และให้การรักษาอย่างมีประสิทธิภาพโดยสถานบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ การจัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ทุกอำเภอเพื่อสอบสวนควบคุมโรค

                รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข มีการประชุมและเฝ้าติดตามการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เตรียมออกประกาศคำแนะนำฉบับที่ 4 แก่ประชาชนในการดูแลรักษาสุขภาพทั่วไป เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เช่น หมั่นล้างมือ รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ และใช้ช้อนกลาง

 

ที่มา  สยามรัฐ  10 พค 52

< Previous   Next >