Home arrow News arrow หมอมงคล โชว์แนวคิดเข้าตา WHO เสนอระบบแบ่งปันเชื้อไวรัสหวัดนกที่เท่าเทียม
หมอมงคล โชว์แนวคิดเข้าตา WHO เสนอระบบแบ่งปันเชื้อไวรัสหวัดนกที่เท่าเทียม Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 17 พฤษภาคม 2007

 

 

      

       องค์การอนามัยโลกชื่นชมไทย ทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานประโยชน์ให้ประเทศที่ส่งเชื้อไวรัสไข้หวัดนก เพื่อการผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ลงตัวอย่างดีเยี่ยม เป็นที่ยอมรับของทุกประเทศ และไทยมีแผนวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แบบทูอินวัน ป้องกันได้ทั้งสายพันธุ์อินโดและสายพันธุ์ไทย หลังมีโรงงานผลิตในประเทศแล้ว
      

นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า จากการประชุมสมัชชาอนามัยโลก ร่วมกับผู้บริหารประเทศ นักวิชาการต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญจาก 193 ประเทศทั่วโลก ประเด็นที่ถกกันมากในปีนี้ก็คือการเตรียมตัวรับมือกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ที่เกิดจากเชื้อไข้หวัดนก ซึ่งแต่ละประเทศที่มีผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกจะต้องส่งเชื้อไวรัสที่เก็บได้จากผู้ป่วยให้ศูนย์ความร่วมมือโรคไข้หวัดใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อทำการศึกษาวิจัยและผลิตเชื้อไวรัสต้นแบบที่จะนำไปผลิตวัคซีนมาใช้ต่อไป
      
       นพ.มงคล กล่าวต่อไปว่า ในที่ประชุม ประเทศไทยได้แสดงความเห็นใจและเข้าใจในการที่ประเทศอินโดนีเซียยุติการส่งเชื้อไวรัสไข้หวัดนกให้แก่องค์การอนามัยโลก เพื่อเรียกร้องให้มีการพัฒนาระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ชัดเจนขึ้นมาใหม่ซึ่งกำลังเป็นปัญหาขัดแย้งอย่างรุนแรงกับประเทศที่พัฒนาแล้ว และไทยได้เสนอจุดยืนความเป็นกลางในเรื่องนี้ โดยเน้น 2 หลักการ คือ หลักการแบ่งปันเชื้อไวรัส และการเข้าถึงวัคซีน และเสนอที่ร่วมวางมาตรการความเท่าเทียมของผลประโยชน์ร่วมกัน ระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ประเทศพัฒนาแล้ว และบริษัทวัคซีน ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ชื่นชมและขอบคุณประเทศไทย ที่ช่วยเป็นตัวกลางในการประสานความเข้าใจและผลประโยชน์ของทุกฝ่าย เพื่อรักษาระบบการแบ่งปันเชื้อไวรัสต่างๆ ที่มีมากว่า 50 ปี ให้คงอยู่ต่อไป โดยได้เสนอให้ไทยรับเป็นประธานในคณะกรรมการพิเศษ ที่จะพิจารณาร่างมติเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวให้ที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลกรับรองและถือปฏิบัติต่อไป
      
       ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญ การที่ประเทศไทยได้แสดงเจตนาชัดเจนในการประสานประโยชน์ให้ทุกฝ่ายในเรื่องวัคซีนไข้หวัดนกอย่างหนักแน่นตลอดมา ทำให้ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลกในการตั้งโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ขนาดกึ่งอุตสาหกรรมในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถผลิตวัคซีนได้เองใน ปี 2552 ทำให้เกิดความมั่นคง เพราะหากเราไม่มีโรงงานผลิตวัคซีนเอง และมีการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เราจะไม่มีทางได้วัคซีนใช้ เนื่องจากทั่วโลกมีกำลังผลิตได้เพียงไม่เกิน 1,000 ล้านโดส ขณะที่มีประชากรมากถึง 6,500 ล้านคน
      
       นอกจากนี้ ในการผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากเชื้อไข้หวัดนกในแต่ละพื้นที่นั้น ขณะนี้มีอย่างน้อย 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ของอินโดนีเซีย และสายพันธุ์เวียดนาม ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันไทยจึงมีแนวคิดที่จะวิจัยและพัฒนาวัคซีนเพื่อใช้ป้องกันได้ทั้ง 2 สายพันธุ์ เพราะวัคซีนที่มีอยู่จะป้องกันได้เพียง 1 สายพันธุ์เท่านั้นในการจะพัฒนาวัคซีนตัวนี้ได้ จำเป็นต้องมีโรงงานผลิตวัคซีนเป็นของตัวเองก่อน มิฉะนั้นจะทำวิจัยไม่ได้ ขณะนี้ สธ.ได้เสนอโครงการผ่านคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และได้รับการอนุมัติไปแล้วเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา และจะพิจารณาในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้

 

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ 16 พฤษภาคม 2550 11:53 น. 

< Previous   Next >