|
คณะเภสัช 12 แห่งหนุนสู้ซีแอล |
|
|
|
Post by Administrator
|
|
พฤหัสบดี, 17 พฤษภาคม 2007 |
|
เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ห้องประชุมสารนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการอภิปรายเรื่อง"การใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (CL) : มุมมองด้านเศรษฐศาสตร์และสังคม" โดยมี รศ.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย
นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า การใช้ซีแอลของไทยนั้นเป็นช่องทางสุดท้ายที่กระทรวงสาธารณสุขนำออกมาใช้เพื่อให้ผู้ป่วยของไทยได้รับยาจำเป็นที่มีสิทธิบัตร เพราะที่ผ่านมาไทยพยายามต่อรองกับบริษัทยาเพื่อให้ลดราคายาลงมาตลอด แต่บริษัทยาไม่ยอมลดราคาให้ และหลังจากที่ไทยได้แก้ไข พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2535 ทำให้การคุ้มครองสิทธิบัตรยาให้กับบริษัทยาข้ามชาติเข้มแข็งขึ้น และกฎหมายนี้ยังปล่อยให้บริษัทยาตั้งราคายาตามใจชอบ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ใดๆ ดังนั้น ที่มีการบอกว่าการทำซีแอลรังแกการค้านั้น ต้องบอกในมุมกลับกันว่า การค้าได้ทำร้ายประชาชนมาตั้งแต่ปี 2535 รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การที่ประเทศต่างๆ มีการประกาศใช้ซีแอลกับยาน้อยนั้น มีสาเหตุหลักจากความไม่พร้อมของประเทศนั้นๆ ในการผลิตยาชื่อสามัญ และประเทศที่กำลังพัฒนากลัวการตอบโต้จากประเทศมหาอำนาจ เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย และหลังจากที่มีการใช้ความตกลงทางการค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญา (TRIPs) ทำให้ราคายาในประเทศที่กำลังพัฒนาสูงขึ้น และทำให้บริษัทยาข้ามชาติได้กำไรมากที่สุดในธุรกิจทั้งหมด ดังนั้น จึงต้องกลับมาตั้งคำถามว่าสิทธิบัตรเป็นประโยชน์กับใคร มากน้อยแค่ไหน ยาเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ดังนั้น การตั้งราคายาควรจะเป็นไปตามมาตรฐานการครองชีพของประเทศนั้นๆ นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ ประธานคณะอนุกรรมการประเด็นการค้า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่ไทยถูกจัดอยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองพิเศษ (PWL) นั้น ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ทางการค้า เพราะไทยอยู่ในบัญชีนี้มาหลายครั้ง และไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสิทธิจีเอสพี แต่จะทำให้สหรัฐกับไทยต้องเจรจากันมากขึ้น และสาเหตุหลักที่ไทยต้องอยู่ใน PWL เกิดจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และไทยไม่ได้ปราบปรามอย่างจริงจัง ส่วนการทำซีแอลนั้นก็มีส่วนเกี่ยวข้องบ้างแต่ไม่ใช่สาเหตุหลัก การประกาศให้ประเทศไทยอยู่ใน PWL นั้น เป็นการประกาศเพียงฝ่ายเดียวและจะมีระยะเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้น ดังนั้น ไทยจึงมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะได้ ครั้งต่อไปซีแอลควรจะทำหลังวันที่ 30 เมษายน 2551 ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเป็นระบบใหม่ในการสร้างจักรวรรดิใหม่ทางการค้า โดยยึดเอาทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลัก และสร้างการผูกขาดทางการค้า โดยมีสหรัฐเป็นเจ้าภาพหลัก สิ่งนี้น่าจะเรียกว่าระบบทรราชเอกชนไม่ใช่ระบบการค้าที่ถูกต้อง ขอเตือนว่าสหรัฐไม่มีทางหยุดเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ไทยมีพันธมิตรที่เข้มแข็ง คือ อินเดียและบราซิลแล้ว จึงต้องปลุกประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาให้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณาจารย์ และนิสิต นักศึกษาเภสัชศาสตร์จาก 12 สถาบัน เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ประชุมกันและออกแถลงการณ์ เรื่อง "สนับสนุนมาตรการใช้สิทธิโดยรัฐตามสิทธิบัตรยา (ซีแอล) สนับสนุนการทำซีแอลของกระทรวงสาธารณสุขไทย ทางด้าน น.พ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (เลขาธิการ สปสช.) กล่าวถึงการทำซีแอลยามะเร็งว่า สปสช.ต้องดูนโยบายด้านการเมืองและนโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาลเป็นหลัก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาวิจัยยารักษาโรคมะเร็งในประเทศแคนาดา อินเดีย ซึ่งกฎหมายของประเทศไทยเน้นคุณภาพยาเป็นหลัก ส่วนราคาเป็นลำดับที่ 2 ที่นำมาพิจารณา ประเด็นหลักในการคัดเลือกยามะเร็งเพื่อทำซีแอล จะพิจารณาจากปัญหาสาธารณสุขระดับชาติเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ การศึกษาจำนวนคนไข้ที่เข้าไม่ถึงยา ซึ่งการให้บริการผู้ป่วยมะเร็งที่ถือบัตรทอง เมื่อปี 2549 มีคนไข้นอก 23,508 คน เข้ารักษา 143,287 ครั้ง เป็นเงิน 255 ล้านบาท คนไข้ใน 21,509 คน เข้ารักษา 63,703 ครั้ง มีค่าใช้จ่าย 1,022 ล้านบาท ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10659 |