Home arrow News arrow ว่าด้วยเรื่อง...วัคซีน
ว่าด้วยเรื่อง...วัคซีน Print E-mail
User Rating: / 1
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 30 มีนาคม 2009

 

Image

 

มีตัวเลขมาโชว์...

เป็นตัวเลขงบประมาณที่บ้านเราใช้วัคซีนป้องกันโรควัณโรค ตับอักเสบบี คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน โปลิโอ คางทูม หัด หัดเยอรมัน ไข้สมองอักเสบ เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ไข้หวัดใหญ่ เมื่อปี 2550 มากมายถึง 1,000 ล้านบาท

และที่มากไปกว่านั้น คือ 80% ของวัคซีนที่ใช้เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ

        แต่...จะทำอย่างไรได้ เพราะวัคซีนที่ว่านี้โดยเฉพาะวัคซีนไอกรนเป็นสิ่งจำเป็นต่อเด็กทารกอายุต่ำกว่า 2 ขวบเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากเด็กไม่มีภูมิต้านทานแล้วระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อจนเกิดการอักเสบ ไอเรื้อรังจนหายใจไม่ทัน และอาจจะตายได้

นี่เองจึงทำให้วัคซีนไอกรนเป็นหนึ่งในวัคซีนแห่งชาติที่เด็กทุกคนต้องฉีด

แต่...เมื่อฉีดแล้วบางคนอาจมีปฏิกิริยา มีไข้สูง ปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีด ร้องงอแงอย่างมาก บางรายอาจถึงขนาดชักได้

ปัญหามากมายขนาดนี้ ญี่ปุ่นหัวใสคิดค้นพัฒนาจนได้วัคซีน แสนดี "อะเซลูลาร์" ที่ฉีดเข้าไปแล้วเด็กจะไม่มีอาการแพ้ใดๆ ทั้งสิ้น แถมยังมีฤทธิ์ครอบคลุมได้ถึง 3 โรค ไอกรน บาดทะยัก และคอตีบ หรือที่เรียกว่า DTaP

แม้จะดีอย่างนี้แล้ว แต่ก็ราคาสูงเหลือประมาณ

นี่เองจึงเป็นที่มาที่ทำให้บริษัทที่ปรึกษาด้านวัคซีนระดับนานาชาติ ไบโอเนท-เอเชีย ร่วมมือกับมหิดลค้นคว้าและพัฒนาวัคซีนไอกรนขึ้นใหม่โดยการต่อยอดจากสิ่งที่มีแล้ว โดยนำเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมเข้ามาใช้ค้นคว้าวิจัยจนได้วัคซีนไอกรนเช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นผลิตได้ แต่สนนราคาถูกกว่าถึง 5 เท่า แถมยังใช้ปริมาณน้อยกว่าเดิมแต่ได้ประสิทธิภาพเท่าเทียม

วิฑูรย์ วงศ์หาญกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัดกล่าวว่า "เทคโนโลยีที่ใช้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เขาใช้ในยุโรปมา 15 ปีแล้ว แต่เราเป็นผู้คิดค้นนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในกระบวนผลิตวัคซีนนี้เป็นครั้งแรก ประเทศไทยจึงจะเป็นประเทศแรกที่จะผลิตวัคซีนตัวนี้ด้วยเทคโนโลยีที่ใหม่ที่สุด"

กระบวนการทางพันธุวิศวกรรมที่ว่านี้ จะนำเชื้อแบคทีเรียมาเพาะ หมัก และขจัดพิษที่ทำให้เกิดอาการแพ้ด้วยการแยกยีนและตัดตัวที่ทำให้เกิดอาการแพ้ออกเสีย แตกต่างจากเดิมที่จะทำให้เชื้ออ่อนฤทธิ์ลงด้วยสารเคมีหรือความร้อน

ความสำเร็จนี้จะออกมาเป็นรูปเป็นร่างให้ได้ใช้กันจริงในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยจะมีโรงงานผลิตกันอย่างเป็นจริงเป็นจังอยู่ที่บนพื้นที่ 17 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคที่พระนครศรีอยุธยานี้เอง

และเจ้าวัคซีนนี้ไม่เพียงแต่จะออกมาตอบสนองคนไทยเท่านั้น แต่ยังจะแพร่หลายส่งออกไปที่อินโดนีเซีย อินเดีย และจีนอีกด้วย

วัคซีนไอกรนนี้ถือเป็นโครงการนำร่องเบื้องแรก และจะตามมาด้วยวัคซีนเยื่อหุ้มสมองอักเสบ HIB ที่ทางไบโอเนท-เอเชียกำลังพัฒนาร่วมผลิตกับแอฟริกาใต้ และกำลังอยู่ในระหว่างการคิดค้นวัคซีนไข้เลือดออกอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทย ที่จะขยับฐานะจากผู้ซื้อมาเป็นผู้ผลิตวัคซีนได้อย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรก !

 

ที่มา  หนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552

Last Updated ( จันทร์, 30 มีนาคม 2009 )
< Previous   Next >