Home arrow News arrow นักวิจัยไทยขึ้นบัญชีดำ 11 โรคอุบัติใหม่
นักวิจัยไทยขึ้นบัญชีดำ 11 โรคอุบัติใหม่ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 20 กุมภาพันธ์ 2009
พ.อ.นพ.ราม รังสินธุ์ นักวิจัยโครงการระบบเฝ้าระวังโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า กล่าวในเวทีวิชาการ "ระบบการเฝ้าระวังโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่พึงประสงค์ของประเทศไทย" จัดโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่โรงแรมรามาการ์เด้นท์ ว่า จากการประเมินความเสี่ยงการเกิดโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบไทยมีโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่มีแนวโน้มจะเป็นปัญหาสำคัญของประเทศในอนาคต และจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 11 โรค
ประกอบด้วย โรคซาร์ส, โรคไข้หวัดนก-ไข้หวัดใหญ่, โรคไข้สมองอักเสบ (Japanese B Encephalitis) , โรคนิปาห์ไวรัส (NippaH Virus), โรคฮานตาไวรัส (Hanta Virus), โรคเวสต์ไนล์ไวรัส (West Nile Virus), โรคไข้กาฬหลังแอ่น, โรคมือเท้า ปาก, โรคแท้งติดต่อ (Brucellosis), โรคลิซมาเนีย (Leishmania) และโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อ E.coli O157
"นักวิทยาศาสตร์คาดว่า อนาคตอาจจะเกิดโรคอุบัติใหม่ระบาดขึ้นมาได้อีก ส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ที่ซับซ้อน ยากต่อการจัดการทำให้ส่งผลกระทบใหญ่สู่ชีวิตและสุขภาพของประชาชน จึงจำเป็นที่จะต้องมีระบบเฝ้าระวังโรคและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ" พ.อ.นพ.ราม กล่าวและว่า ไม่เพียงแค่ 11 โรคเท่านั้น แต่ยังต้องเฝ้าระวังตั้งแต่การก่อโรคของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน (Unknown Agents) โดยเฉพาะในสภาวะที่สภาพแวดล้อมและภูมิอากาศของโรคเปลี่ยนแปลงเช่นปัจจุบัน
ด้าน รศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) กล่าวว่า โรคที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ โรคไข้หวัดนก-ไข้หวัดใหญ่ ที่มีความเสี่ยงจะกลับมาแพร่ระบาดสูง เนื่องจากเป็นโรคที่เคยระบาดในไทยมาแล้ว ในเวลาไม่นาน ทำให้โอกาสที่เชื้อจะกลายพันธุ์พัฒนาไปนั้นมีมาก
"วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคทั้ง 11 โรคมีความชัดเจนและเหมาะสมพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องพัฒนาชุดตรวจเฉพาะ แต่ในส่วนของ สวทช.เตรียมความพร้อมด้านฐานข้อมูลโมเลกุลของเชื้อแต่ละชนิดของโรคอุบัติใหม่อยู่มากพอสมควร สามารถนำไปอ้างอิง ต่อยอดศึกษาเพื่อดูลักษณะการกลายพันธุ์หรือพัฒนาวิธียับยั้งการทำงานของเชื้อก็จะเป็นไปได้ในอนาคต" รองผู้อำนวยการสวทช. กล่าว
ขณะที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้ความสำคัญกับระบบเฝ้าระวัง กล่าวว่า จำเป็นต้องพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ โดยเน้นไปที่ 3 ปัจจัยหลักที่ต้องทำงานประสานคือ แหล่งความรู้ สังคม และการเมือง
"ภาคความรู้ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ นักวิจัยคอยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วน ในขณะที่ภาคสังคมต้องช่วยกันเอาใจใส่ สอดส่องดูแลความผิดปกติ และภาคการเมืองก็ต้องรับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริง เพื่อให้เห็นภาพทั้งระบบ ก่อนที่จะวางนโยบายหรือยุทธศาสตร์ใด ๆ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต" ศ.นพ.ประเวศ กล่าว
ขณะเดียวกันระบบเฝ้าระวังโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ จำเป็นต้องพัฒนาโดยเฉพาะในส่วนของนโยบาย ที่ควรจะยกร่างแผนการควบคุมโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ที่กำหนดโครงร่างให้ชัดเจนถึงหน้าที่ของแต่ละภาคส่วนว่า จะเข้าไปมีบทบาทอะไร อย่างไร โดยอาจอยู่ในรูปของแผนแห่งชาติ พร้อมทั้งควรมีสำนักงานประสานการควบคุมโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระขนาดเล็ก แต่รวบรวมคนมีฝีมือ มีความรู้ทางวิชาการ สามารถทำงานประสานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้

 

ที่มา  สำนักข่าวเนชั่น วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

< Previous   Next >