Home arrow News arrow บทวิเคราะห์Medical Hubตอนที่ 2ปัดฝุ่นสานต่อสู่นโยบายรูปธรรม
บทวิเคราะห์Medical Hubตอนที่ 2ปัดฝุ่นสานต่อสู่นโยบายรูปธรรม Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 28 มกราคม 2009
Image

 

บทวิเคราะห์

Medical Hub

ตอนที่ 2

ปัดฝุ่นสานต่อสู่นโยบายรูปธรรม

เมื่อเอ่ยถึงนโยบายเมดิคัลฮับ หรือศูนย์กลางด้านสุขภาพ และการรักษาพยาบาลในระดับนานาชาติ ที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คนปัจจุบัน นายวิทยา แก้วภราดัย เร่งผลักดันขณะนี้ หากนับย้อนไป จะพบว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในรัฐบาลชุดก่อน เคยนำแนวคิดนโยบายดังกล่าวเข้าร่วมงานในระดับเวทีโลก พร้อมประชาสัมพันธ์ ไว้บ้างแล้ว นั่นคือ การเข้าร่วมงาน “ไบโอ อินเตอร์เนชั่นแนล ไบโอเทคโนโลยี คอนเวนชั่น 2008” หรืองาน “ไบโอ 2008” ที่เมืองซานดิเอโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยก็ได้เข้าร่วมงานเป็นครั้งที่ 3 โดยเป็น “งานแสดงเทคโนโลยีชีวภาพที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในโลก” จัดขึ้นทุกปี ณ เมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกา หมุนเวียนกันไป
และแนวคิดในการร่วมงานที่ไทยนำเสนอในงานไบโอปี 2008 ครั้งนั้น คือ “เมดิคัล ฮับ ออฟ เดอะ เวิลด์ (Medical Hub of the World)” หรือ “ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของโลก” ทั้งนี้ ประเทศไทยจัดว่ามีโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพด้านการแพทย์ และมีศักยภาพในการลงทุนด้านนี้ ทั้งในส่วนการวิจัยและพัฒนา และโอกาสทางการตลาด ไทยมีศักยภาพในด้านการทดลองทางการแพทย์ อุตสาหกรรมชุดตรวจวินิจฉัย การบริการทางการแพทย์ และ life science จึงนำเสนอแนวคิดดังกล่าว และได้รับความสนใจจากต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะหากเทียบมาตรฐานด้านการรักษาพยาบาลนั้น ไทยเราไม่เป็นรองใคร วัดได้จากจำนวนคนไข้ที่เข้าประเทศปีละ 1.5 ล้านรายจากทั่วโลก และล้วนเป็นคนไข้ที่มีฐานะดี หากคนกลุ่มนี้ไม่มั่นใจในมาตรฐานฯ คงไม่เลือกรักษาที่ประเทศไทย ซึ่งไทยเองไม่เพียงมีบริการที่ดี แต่ยังมีวัฒนธรรมการต้อนรับที่ดี เป็นเมืองยิ้ม ต่างชาติจึงมุ่งมาประเทศไทย
นอกจากนี้ ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมากที่สุดในโลก และสามารถเพิ่มมูลค่าจากการรักษาโรคให้ชาวต่างประเทศได้มากขึ้นอีก ด้วยเทคโนโลยีที่สูงขึ้น มีบริการที่ดีขึ้น ไทยจึงมีความได้เปรียบด้านนี้อย่างหลากหลาย สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพได้มากขึ้น โดยชวนต่างชาติมาทำธุรกิจ มาลงทุน

มุมมองผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาล

นายวิชัย ทองแตง ประธานกรรมการเครือโรงพยาบาลพญาไท ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงพยาบาล เห็นว่า นโยบายรัฐในการผลักดันให้ไทยเป็น "Medical Hub" หรือศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย เป็นเรื่องที่ดี เพราะได้วางเดิมพันกับธุรกิจโรงพยาบาลไว้ค่อนข้างสูงว่า จะเป็น"Core Business" ในอนาคต จากที่เห็นแนวโน้มการเติบโตในแต่ละปีจากตัวเลขมูลค่าตลาดได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจำนวนลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งมีกำลังซื้อมหาศาล และหากมีแรงหนุนจากนโยบายรัฐบาล ที่คิดจะให้ไทยเป็น "Medical Hub" หรือศูนย์กลางสุขภาพของเอเชียแล้ว เท่ากับเป็นแรงเสริมที่จะเคลื่อนธุรกิจนี้ให้มีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น
"ความจริง เรื่องฮับสุขภาพ ผมอยากให้ภาครัฐ และภาคสื่อมวลชนทำหน้าที่กระจายข้อมูลข่าวสาร เห็นความสำคัญเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นวิชั่นที่เกิดประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมาก แม้ว่าวันนี้ ผู้คนอาจจะพูดกันน้อย โดยอาจคิดว่าเป็นได้เพียงนามธรรมเท่านั้น...ผมอยากบอกว่า เมืองไทยเป็นฮับได้ เพราะเรามีจุดแข็งทางด้านสุขภาพ ที่ผ่านมาจะสังเกตเห็นว่ามีผู้นำของหลายประเทศ มีพระราชาของหลายประเทศเข้ามาใช้บริการในประเทศไทย และได้รับการชื่นชมจากบรรดาประเทศเหล่านั้น....”
นายวิชัย ยังบอกอีกว่า หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่นสิงคโปร์ที่ดำเนินนโยบายคล้ายไทยในเรื่องนี้ จะเห็นว่ารัฐบาลสิงคโปร์ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก โดยประกาศเป็นวาระแห่งชาติ และประกาศเป็นคู่แข่งไทยในด้านสาธารณสุขอีกด้วย และสิ่งที่สิงคโปร์ดำเนินการเป็นรูปธรรม คือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ เรื่องการสร้างบุคลากร เรื่องภาษีนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต่างๆ ที่มีความชัดเจนมาก
อย่างไรก็ตาม หากจุดวัดการแพ้ชนะ อยู่ที่จำนวนผู้มาใช้บริการ และรายรับจากค่ารักษาพยาบาล ที่ใช้เป็น 2 ดัชนีวัดสำคัญ จะพบว่า วันนี้ ไทยยังได้เปรียบสิงคโปร์อยู่หลายปัจจัย แต่ก็ไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง เพราะหากไทยนิ่งหรือชะล่าใจในศักยภาพเกินไป ก็อาจเสียผลประโยชน์ที่พึงได้ไปมหาศาล

จุดแข็งโรงพยาบาลไทย

ข้อได้เปรียบหรือจุดแข็งของโรงพยาบาลไทย นายวิชัย บอกว่า มี 3 ประเด็นใหญ่ๆ คือ 1.ความสามารถในการรักษาของแพทย์ไทยที่ไม่เป็นสองรองใคร 2.ราคาไม่แพง หากเปรียบเทียบกับระดับมาตรฐานการรักษาเดียวกัน ไทยถือว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาสูงติดอันดับโลก ในขณะที่ราคาสามารถเทียบเคียงได้กับอินเดียเท่านั้น และ 3. เป็นเรื่องของการให้บริการ (Hospitality) ที่ดีของไทย ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ของไทยเป็นที่ชื่นชอบของต่างชาติมาก เรื่องยิ้มแย้มมิตรไมตรีต่างๆ เมื่อมีการให้คะแนน ไทยจึงเป็นที่หนึ่งมาตลอด
อย่างไรก็ตาม นายวิชัยแนะว่า หากไทยจะก้าวสู่การเป็น"เมดิคัลฮับ" สิ่งแรกที่รัฐบาลจะต้องทำ คือลดขั้นตอนของคนที่จะเข้ามาในประเทศไทย เช่น การทำวีซ่าต้องไม่ยุ่งยาก และเรื่องระยะเวลาที่ให้อยู่ในประเทศไทย เพราะคนต้องการเข้ามารักษานั้น ปกติต้องเป็นคนป่วยคนเจ็บ แต่ในอนาคต เชื่อว่าคนจะป้องกันมากกว่าการรักษา ดังนั้น เมื่อคนเข้ามาตรวจร่างกาย เช็กสุขภาพ มาดูแล ทางเลือกต่างๆ จึงอยากให้แยกระหว่างโรงพยาบาล กับเฮลท์แคร์ เพราะโรงพยาบาลเป็นเพียงหนึ่งในสี่ของเฮลท์แคร์ และรัฐบาลต้องมุ่งเน้นที่จุดนั้นด้วย เพราะหากทำตลาดมุ่งเน้นเฮลท์แคร์ที่ไม่ใช่การรักษาพยาบาลอย่างเดียว จะทำให้จำนวนประชากรที่เข้ามารักษามากขึ้น และช่องทางนี้ จะช่วยเรียกเม็ดเงินเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมหาศาลเนื่องจาก การพักฟื้นของผู้ป่วยที่ต้องการพักที่เมืองไทย เป็นระยะเวลายาวนานเท่าไหร่ ก็หมายถึงรายได้เข้าประเทศมากขึ้นนั่นเอง
และทั้งหมดนี้ คือเหตุผลที่ทำไมรัฐบาลปัจจุบัน ควรสานต่อนโยบายและเร่งผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรม เพราะมองในมุมหนึ่งจะพบว่าประเทศไทยมีจุดแข็งหรือ มีศักยภาพด้านการแพทย์และการลงทุนด้านนี้รองรับในระดับที่น่าพอใจอยู่แล้ว

ชุติมา สุขวาสนะ เรียบเรียง

ชูชาติ เทศสีแดง บรรณาธิการ

 

ที่มา สำนักข่าวแห่งชาติ 26 มกราคม 2552

Last Updated ( พุธ, 28 มกราคม 2009 )
< Previous   Next >