Home arrow News arrow บทวิเคราะห์Medical Hubตอนที่ 1ทางรอดดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ??
บทวิเคราะห์Medical Hubตอนที่ 1ทางรอดดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ?? Print E-mail
User Rating: / 2
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 28 มกราคม 2009

ตอนที่ 1

ทางรอดดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ???

หลังการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของนายวิทยา แก้วภราดัย ภายใต้ทีมบริหารรัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 ก็ได้เร่งเดินหน้านโยบายด้านสาธารณสุข โดยงานเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ คือ การออก พระราชบัญญัติแก้ไขปัญหาการฟ้องร้องแพทย์ การพิจารณาค่าตอบแทน และความก้าวหน้าในวิชาชีพต่าง ๆ การยกระดับสถานีอนามัย (สอ.)ทั่วประเทศ 9,762 แห่ง ให้เป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพประจำตำบล การดึงคลินิกเอกชนเข้าเป็นเครือข่ายบริการสุขภาพของรัฐ และการใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวในการรับบริการ พร้อมตั้งเป้า อย่างน้อยในปีนี้ ประชาชนจะสามารถใช้บัตรประชาชนไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลใดก็ได้ในจังหวัดของตัวเอง ส่วนในอนาคตจะให้สามารถใช้บริการได้ทั่วประเทศ
นอกจากนี้จะสนับสนุนการแพทย์แผนไทย การใช้สมุนไพรไทย และการแพทย์ทางเลือก ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้การดูแลสุขภาพ พร้อมกันนี้จะเสนอให้มีการจัดตั้งงบประมาณพิเศษในจังหวัดท่องเที่ยวต่างๆ รวมถึง การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ และการรักษาพยาบาลในระดับนานาชาติ หรือ Medical Hub เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยขณะนี้มีปัญหาทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวซบเซา ดังนั้นจะใช้เมดิคัล ฮับ เป็นช่องทางในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ เนื่องจากไทยมีศักยภาพในการบริการรักษาที่เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ แต่จะต้องไม่กระทบต่องานบริการด้านสาธารณสุขภายในของคนไทย โดยเฉพาะปัญหาแพทย์สมองไหลจากโรงพยาบาลรัฐสู่โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาได้พยายามแก้ไขโดยเสนอปรับค่าตอบแทนเพื่อดึงแพทย์ให้อยู่ในระบบ รวมทั้ง การสนับสนุน เมดิคัล ฮับ จะเป็นการดึงแพทย์ที่ไหลไปทำงานต่างประเทศกลับเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้นอีกด้วย

ความคาดหวังจากนโยบายศูนย์กลางด้านสุขภาพฯ

นโยบายศูนย์กลางด้านสุขภาพฯ หรือ Medical Hub เป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่ได้เสนอต่อรัฐสภา ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงต้องรับมาดำเนินการ และคาดหวังว่าจะเป็นทางหนึ่งในการนำรายได้เข้าประเทศ นอกเหนือจากการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างซบเซา ซึ่งความคืบหน้าขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้หารือกับแพทยสภาเพื่อศึกษาระเบียบข้อบังคับ ให้แพทย์ชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ ป้องกันไม่ให้เกิดการถ่ายเทแพทย์และพยาบาลของรัฐไปสู่เอกชน และต้องไม่กระทบสิทธิคนไทย และ สธ.จะสนับสนุนให้โรงพยาบาลในเขตพื้นที่พิเศษ เช่น จังหวัดที่มีประชากรแฝงจากแรงงานต่างชาติจำนวนมาก บริหารงานแบบองค์กรมหาชนอย่าง รพ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เพื่อรองรับความแตกต่างของเมือง พร้อมทั้งประสานงานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ในการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยจัดสรรทุนการศึกษาให้กับเด็กในตำบล อำเภอและจังหวัด จะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาบุคลากรขาดแคลน
มีข้อมูลผลวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "แนวทางการพัฒนาศูนย์กลางสุขภาพของประเทศไทย" จาก ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตรสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบว่า ถ้าดำเนินนโยบายเมดิคัลฮับ จะส่งผลให้มีรายได้เข้าประเทศประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี หรือร้อยละ 0.4 ของจีดีพี จากการประมาณการในปี 2552 นี้ประเทศไทยน่าจะมีรายรับที่เป็นค่ารักษาพยาบาลคนไข้ต่างชาติประมาณ 46,000-52,000 ล้านบาท เป็นที่พักท่องเที่ยวประมาณ 12,000-13,000 ล้านบาท รวมเป็นรายรับประมาณ 58,000-65,000 ล้านบาทต่อปี และเมื่อคิดตามมูลค่าเพิ่ม เชื่อว่ารายได้จากส่วนนี้มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 59,000-110,000 ในปี 2555 ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมาก แต่ผลกระทบที่ได้รับพบว่าส่งผลให้ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น เพราะ รพ.เอกชนส่วนใหญ่มีการตั้งราคารักษาพยาบาลราคาเดียว ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ ส่วนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์มีแนวโน้มถูกดึงออกจากภาครัฐมากขึ้น ถ้าปล่อยให้เติบโตในระยะยาวไม่ดูแลจะยิ่งเกิดช่องว่างการบริการรักษาระหว่าง รพ.รัฐและเอกชนมากขึ้น
ดังนั้น รัฐจะต้องมีการวางมาตรการรองรับผลกระทบที่ตามมาคือ 1.เร่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มในทุกด้าน 2.ดึงแพทย์ที่เกษียณอายุมาช่วยงานรักษา 3.เปิดให้แพทย์ต่างชาติสามารถรักษาในเมืองไทยได้ 4.เก็บภาษีคนไข้ต่างชาติ โดยนำเงินเหล่านี้มาใช้ผลิตบุคลากรทางการแพทย์เพิ่ม และ 5.การเพิ่มค่าตอบแทนของบุคลากรทางการแพทย์ทั้งระบบของรัฐให้ใกล้เคียงกับเอกชนมากที่สุด

เสียงสะท้อนจากแพทย์ไทย

แน่นอนว่าทุกนโยบายที่รัฐกำหนดขึ้น ย่อมมีข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นก่อนนำไปใช้เป็นรูปธรรม รัฐ จะต้องคำนึงถึงผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นปัญหาสมองไหลของแพทย์ ซึ่งเรื่องนี้ รศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เห็นว่า เมดิคอลฮับ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้น หากรัฐบาลตัดสินใจที่จะดำเนินการเรื่องดังกล่าว จะต้องมีการวางแผน กรอบการดำเนินการ ซึ่งได้เสนอไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.โรงพยาบาลจะต้องกำหนดสัดส่วนการให้บริการสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ 2.กำไรที่ได้จากการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติต้องนำมาพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขในภาพรวมของทั้งประเทศ โดยนำงบมาพัฒนาสาธารณสุขชุมชน ไม่ใช่ค้ากำไรไว้เพียงผู้เดียว หรือมือใครยาวสาวได้สาวเอา ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลเอกชนไม่ได้เป็นผู้ผลิตแพทย์เอง และ 3.ควรให้มีเมดิคอลฮับสำหรับสถานพยาบาลของภาครัฐที่มีศักยภาพเพียงพอ ซึ่งปัจจุบันมีชาวต่างชาติมารักษาในโรงพยาบาลของรัฐอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถเก็บค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นได้ หากเก็บค่ารักษาสำหรับชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นได้ก็จะได้นำกำไรที่ได้ไปใช้ในผู้ป่วยคนไทยรายอื่นๆ ได้
สิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ เป็นห่วงคือ หากนโยบายเมดิคอลฮับเหมือนกับรัฐบาลที่ผ่านมา โดยเน้นให้ชาวต่างชาติเข้ามารักษาในประเทศไทยนั้น ผลกระทบที่จะตามมา จะมีข้อเสียอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาสมองไหล เช่นเดียวกับที่ตนเองเคยทำวิจัยและได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ส่วนนโยบายรัฐบาลใหม่คงต้องศึกษาและหารายละเอียดเพิ่มเติม
สิ่งที่อยากเสนอรัฐบาล คือ ควรดำเนินการในโครงการเมดิคอลฮับอย่างเป็นรูปธรรม โดยการสนับสนุนด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าเป็นเมดิคอลสปา หรือนวดแผนไทย ซึ่งจะไม่เกิดผลเสียหาย แต่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วย แต่หากรัฐบาลคิดว่า การส่งเสริมให้ชาวต่างชาติเข้ามารักษาในไทยแล้วจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวด้วยเป็นความคิดที่ผิด เพราะปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนจะมีบริการรับชาวต่างชาติที่สนามบิน เพื่อเข้ามารักษาที่โรงพยาบาล ภายหลังการรักษาก็ส่งกลับประเทศโดยไม่มีการใช้จ่ายเงินในเรื่องการท่องเที่ยวอย่างที่คาดหวังไว้เลย
เช่นเดียวกับแพทย์หญิงเชิดชู อริยศรีวัฒนา ประธานสมาพันธ์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแห่งประเทศไทย เห็นว่า ปัญหาเร่งด่วนของกระทรวงสาธารณสุขอันดับแรกที่ควรได้รับการแก้ไขจากผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงสาธารณสุข คือ การแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และบุคลากรอื่นๆ ในรพ.ของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ใช่การแก้ปัญหาแพทย์ใน รพ.เอกชน
ส่วนปัญหาที่ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลมากขึ้นจนเกิดปัญหาความแออัด คนไข้ล้นโรงพยาบาล สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากประชาชนไม่มีความรู้ความสามารถที่ถูกต้อง/เหมาะสมในการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ปฐมพยาบาล นอกจากนี้ ประชาชนบางส่วนมักเรียกร้องการตรวจรักษาฟรีตามสิทธิใน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยกเว้นประชาชนที่ยากจนจริงๆ เท่านั้น ซึ่งการที่ประชาชนมาโรงพยาบาลมากขึ้นกลับทำให้แพทย์ต้องรีบเร่งทำงาน ประชาชนเกิดความเสี่ยงอันตรายจากการตรวจรักษาของแพทย์ และรัฐบาลต้องจ่ายเงินงบประมาณผ่านสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มากขึ้นทุกปีซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐมนตรีจะต้องแก้ไข
ขณะที่ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกว่า หากจะมีการอนุญาตให้แพทย์ต่างชาติเข้ามาทำงานในไทยเพื่อรักษาคนไข้ต่างชาติรองรับนโยบายเมดิคัลฮับนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการวางแผนกำหนดกรอบปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจนด้วย เช่น การกำหนดระยะเวลาใบประกอบวิชาชีพสำหรับแพทย์ต่างชาติที่จะให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ ในช่วงเวลาที่ไทยยังมีปัญหาขาดแคลนแพทย์ เมื่อสามารถผลิตแพทย์ได้เพียงพอหรือแก้ปัญหาระบบขาดแคลนบุคลากรได้ก็ให้กลับประเทศไป
คงต้องติดตามกันต่อไปว่า นโยบายการพัฒนาให้สาธารณสุขไทยเป็น “ศูนย์กลางทางการแพทย์หรือศูนย์กลางสุขภาพแห่งภูมิภาค” จะช่วยให้เกิดผลดีทั้งกับสุขภาพคนไทย-เศรษฐกิจประเทศได้จริงหรือไม่ และจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเรียกเม็ดเงินเข้าประเทศได้มากน้อยเพียงใด แต่ไม่ว่าจะก้าวไปในทิศทางใดก็ตาม คนไทยทั้งประเทศก็คาดหวังว่า แนวคิดใหม่ๆ นี้จะช่วยให้คนไทยเข้มแข็งทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตกันถ้วนทั่ว
ชุติมา สุขวาสนะ เรียบเรียง ชูชาติ เทศสีแดง บรรณาธิการ

ที่มา สำนักข่าวแห่งชาติ 26 มกราคม 2552

< Previous   Next >