Home arrow News arrow สุขภาพดี ไม่มีบน shelf
สุขภาพดี ไม่มีบน shelf Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by กานต์ดา บุญเถื่อน   
จันทร์, 05 มกราคม 2009
 บทสัมภาษณ์ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
โดย : กานต์ดา บุญเถื่อน
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ/กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :  11 ธ.ค.2551

พรใดในวันปีใหม่ก็ไม่ช่วยให้สมหวังได้ ซุปรังนกแท้ หรือซุปไก่สกัด ก็มิอาจช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่ง ยืนหยัดสู้เศรษฐกิจปีหน้าได้เช่นกัน

ถ้าไม่หมั่นดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารครบถ้วนตามโภชนาการ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ระยะหลังผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจำแลงแปลงร่างออกมาเป็นชุด พร้อมแต่งถ้อยคำด้วยศัพท์แสงทางวิทยาศาสตร์ที่ฟังแล้ว "ขลัง" จนอดใจไม่อยู่ควักกระเป๋ายกคอลลาเจนซดไปหลายขวด ดวดโคเอ็มไซน์หมดไปหลายจอก หมดเงินไปหลายพัน แต่หน้ายังแก่งั่ก ตีนกาย่ำเต็มหน้าเหมือนเดิม

 

หลังจากกระแสชาเขียวต้านอนุมูลอิสระซาลง ก็เป็นคิวของผลิตภัณฑ์อวดสรรพคุณเพื่อสุขภาพและผิวพรรณอันไฉไลหลากหลายรูปแบบ เข้ามาวางจำหน่ายตามชั้นวางสินค้าร้านสะดวกซื้อเต็มกระจก

 

พอลองถามพนักงานขาย "น้องๆ โคเอ็มไซน์ มันอะไรน่ะ"

 

พนักงานทำหน้างง เหมือนกับชีวิตนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน เจ้านายฝึกมาให้พูดแต่ "รับขนมจีบซาลาเปา และไส้กรอก เพิ่มมั้ยคะ" พร้อมกับสารภาพเป็นเพลง "หนูไม่รู้" ของพุ่มพวง ดวงจันทร์

 

อย่าว่าแต่โคเอ็มไซน์ คอลลาเจน โพลีเพปไทด์ หรือคิวเท็น แค่คำว่าอนุมูลอิสระ หรือแอนตี้ออกซิแดนท์ พนักงานก็แดนซ์ไม่ออกแล้ว

 

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เห็นพ้องว่า กระบวนการขายสินค้ายุคหลังแยบยลกว่าเมื่อก่อนมาก มีการว่าจ้างนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ให้เป็นผู้สนับสนุนข้อมูลการทดลองของผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครื่องดื่มหรืออาหารเสริม ผิดกับ 5 ปีก่อน เจ้าของสินค้าจะว่าจ้างให้คนพูดปากต่อปาก หรือภาษาการตลาดปัจจุบันเรียกว่า Viral marketing

 

“ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้ว เรื่องเล่าไม่นับอยู่ในสิ่งที่เป็นจริง เพราะไม่มีใคร หรือบุคคลใดยืนยันได้ว่าเป็นจริง  ผลิตภัณฑ์ดีจริงต่อทุกคนหรือไม่ และจะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อผ่านการทดสอบจากแล็ปและมีผลยืนยัน ซึ่งก็อาจไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไป” ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ความรู้

 

เรื่องทำนองนี้มีอยู่ทุกประเทศ ไม่ว่าจะพัฒนาแล้ว หรือกำลังพัฒนา ระบบทุนนิยมสามานย์ หรือสังคมนิยมอีแอบ โฆษณาชวนเชื่อมีอยู่ทุกมุมโลก หากองค์กรกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศนั้น ไม่เข้มแข็งหรืออ่อนแอก็จะเกิดช่องทางให้ผลิตภัณฑ์บริโภคออกมาโฆษณาอวดสรรพคุณแบบโต้งๆ ได้เลยทีเดียว ทำกันทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี วิทยุ หรือขายตรงแบบลูกโซ่

 

สำหรับผู้บริโภค เป็นธรรมชาติทีเดียวที่ชอบหาทางลัดให้ตัวเองดีขึ้น แม้จะไม่มีโรคแต่ก็อยากอายุยืนเป็นร้อยปี หรือมีโรคที่รักษาไม่หาย ก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ จึงเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการจ้องพรางตัวเข้ามาในรูปของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 

 

“กลุ่มเป้าหมายของสินค้าบริโภคเหล่านั้น จะเป็นกลุ่มคนที่เป็นโรค เนื่องจากยอมรับความจริงกับโรคที่เป็นยังไม่ได้ และต้องการลองทุกวิถีทางมากกว่าการกินยาตามที่แพทย์สั่งเพียงอย่างเดียว บางรายก็ถึงขั้นหยุดยาที่แพทย์สั่งจนอาการกำเริบหามมาส่งหมอกันแทบไม่ทันก็มี” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ชี้ให้เห็นอันตราย

 

โรคบางโรคป่วยบาทเดียวแต่ตัวผู้ป่วยจะรู้สึกว่าเป็นสักห้าบาท เพราะเกิดใจเสียและใจฝ่อจนร่างกายทรุดโทรม และพยายามหาอะไรที่มาช่วยบรรเทาอาการใจเสียเสริมเข้าไป จึงอาจตกเป็นกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นได้

 

อย่าว่าแต่คนป่วยเลย ผลิตภัณฑ์ที่พ่วงด้วยศัพท์แสงวิทยาศาสตร์ล่อตาล่อใจคนปกติได้เช่นกัน เพราะคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าสุขภาพดีซื้อได้ด้วยเงิน เมื่อมีนวัตกรรมอะไรที่ชูสรรพคุณทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมา แม้จะแพงแสนแพงแค่ไหนก็จะรีบซื้อหามากินมาใช้ในบัดดล

 

ใฝ่ทางลัด มีนัดกับยมบาล

 

ผลิตภัณฑ์เสริมสรรพคุณวิทยาศาสตร์พาหลงกลมีทั้งสิ้นค้าบริโภคทั่วไป และสินค้าเสริมสุขภาพ วางจำหน่ายตามห้างเล็กห้างใหญ่ ร่ายสรรพคุณอย่างน่าทึ่ง ราวกับกินแล้วช่วยเนรมิตชีวิตใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมหงอกก็กลับมาดกดำ ผมร่วงรักษาจนหนาได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของร่างกายภายนอกภายในรักษาได้หมด แต่แพงกว่า 30 บาทรักษาทุกโรคหลายเท่า หากผู้บริโภคลองคิดดูสักนิดนึงจะรู้ได้เองว่า ผลิตภัณฑ์มหัศจรรย์เหล่านั้นไม่มีจริงในโลก

 

ปัญหาการอวดอ้างสรรพคุณเสริมสุขภาพไม่ใช่เพิ่งจะเริ่มปรากฏขึ้น ราว 30 กว่าปีก่อน ยาบางชนิดที่หาซื้อได้ทั่วไปโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ หรือที่แพทย์เรียกว่า Over the counter ประกาศสรรพคุณชัดเจนเกินไปจนต้องเปลี่ยนชื่อให้ฟังดูเพี้ยน

 

แม้แต่ยาดองเหล้าสมุนไพรที่นำความเดือดร้อนมายังสัตว์ป่า เปิดทางหากินให้กับนายพรานล่านอแรด ดีหมี นิ่ม พร้อมตั้งชื่อชวนดื่มทำนอง ม้ากระทืบโรง สาวน้อยตกเตียง มังกรสะบัดหาง ส่วนใหญ่เน้นแก้ปัญหาสุขภาพเพศชายที่ป่วยเป็นโรคอีดี (Erection Dysfunction) หรือ ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ 

 

“ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เฉพาะผมคนเดียวพบคนไข้ที่หลงเชื่อผลิตภัณฑ์เสริมสรรพคุณวิทยาศาสตร์เกือบ 10 ราย ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมเตียงแม่เหล็ก แร่ธาตุเพิ่มพลัง รักษาเบาหวาน ลดไขมัน สารพัด จนกระทั่งหยุดยาที่แพทย์แผนปัจจุบันจัดให้ สุดท้ายถูกหามมาส่งที่เดิมเพราะไม่ได้ดีขึ้นจริง มีแต่เสียเงินเปล่าๆ” ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง เล่าถึงประสบการณ์ตรงที่พบในกลุ่มคนไข้ที่เข้ารับการรักษา

 

หนึ่งในหลายโรคที่มักตกเป็นเหยื่อ ยาอวดอ้างสรรพคุณคือ อัลไซเมอร์ส ขายกันในรูปแบบบอกต่อ แนะนำกันต่อแล้วกินเปอร์เซ็นต์ อวดอ้างวิตามินเสริมราคาเป็นพันบาท ทั้งที่ในความเป็นจริง นักวิทยาศาสตร์ยังไม่อาจตอบฟันธงได้เลยว่า สาเหตุของอัลไซเมอร์ส มีอะไรเป็นชนวน อะไรทำให้มันรุนแรงขึ้น แต่ที่แน่ๆ ยาทั้งหลายบนพิภพไม่สามารถหยุดยั้งต้นเหตุของโรคได้

 

ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง  อธิบายต่อว่า ปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์สจะมียาอยู่ตัวเดียวเท่านั้นที่ช่วยชะลอโรคได้ แต่ก็ไม่ได้ชะลอแบบน่าประทับใจเท่าไหร่ ส่วนยาตัวอื่นที่ใช้ก็เป็นการกระตุ้นที่ปลายเหตุทำให้ผู้ป่วยยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้น แต่ความจำยังเสื่อมเหมือนเดิม ฉะนั้นสมุนไพรที่นำสรรพคุณทางวิทยาศาสตร์มากล่าวอ้างก็ไม่อาจจะยืนยันได้เช่นกันว่าจะได้ผล

 

“ทุกวันนี้กลไกการควบคุมของรัฐค่อนข้างอ่อน ไม่สามารถติดตามกระบวนการขายผลิตภัณฑ์บริโภคได้ทั่วถึงทุกชนิด ส่งผลให้เกิดช่องว่างที่ผู้ประกอบการหัวใสบางรายจะถือโอกาสนี้เพื่อกอบโกยกำไรไม่ว่าด้วยกลไกใดก็ตาม”

 

เขามองว่า นักวิชาการมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาได้ระดับหนึ่ง โดยการนำข้อมูลทางวิชาการที่อ่านเจอหรือได้วิจัยด้วยตัวเองมาเผยแพร่ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบทั้งข้อดีและข้อเสียของผลิตภัณฑ์และสามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีสำหรับตนเองและคนใกล้ชิดได้เหมาะสม

 

“การทำประโยชน์เพื่อสังคมของนักวิชาการไม่จำเป็นที่จะต้องตั้งหน้าตั้งตาทำวิจัยเพื่อรายงานผลและตีพิมพ์ในวารสารต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่สามารถมีส่วนร่วมในการตีพิมพ์บทความ เพื่อให้ความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้องแก่ผู้บริโภคได้ทางหนึ่งว่าสรรพคุณทางวิทยาศาสตร์ที่พบเจอได้ในผลิตภัณฑ์บริโภคนั้นมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรก็ได้เช่นกัน” ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง แสดงความเห็น

 

ลืมหรือยังอาหาร 5 หมู่

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ย้ำว่า ปกติร่างกายคนเราต้องการอาหารที่สมดุล คืออาหารครบทั้ง 5 หมู่ ได้แก่ นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้งและงา ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีน ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล ที่มากด้วยคาร์โบไฮเดรต ผักผลไม้ทุกชนิดเพื่อให้ได้เกลือแร่และวิตามิน ไขมันทั้งจากสัตว์และพืชเพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารไขมันมาให้พลังงานแก่ร่างกาย ตามสูตรอาหาร 5 หมู่

 

“ร่างกายคนเราหากกินครบทุกอย่างที่กล่าวมาก็อยู่ได้อายุยืนแล้ว ไม่จำเป็นต้องสรรหาผลิตภัณฑ์บริโภคราคาแพงอย่างใดมากินเสริม เพราะนอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองเงินทองแล้วยังเป็นการกินที่มากเกินความต้องการของร่างกายและอาจสั่งสมเป็นโรคได้เช่นกัน” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ชี้

 

อย่างน้ำดื่ม หลายคนอาจสงสัยว่าควรดื่มน้ำอะไรดี จึงจะทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า คำตอบที่ไม่ต้องคิดซับซ้อนคือ  “ดื่มน้ำที่สะอาด” ไม่ต้องคิดมากว่าจะต้องเป็นน้ำแร่ น้ำกลั่น หรือน้ำวิเศษมากสรรพคุณอะไรให้วุ่นวาย และเสียสตางค์โดยใช่เหตุ หรือถ้าเป็นน้ำผักผลไม้ ก็ควรมีกากใยด้วยเพื่อให้ร่างกายได้แร่ธาตุและวิตามินจากธรรมชาติ

 

สิ่งของสำหรับคนไข้ก็เช่นกันไม่จำเป็นต้องเป็นของดีราคาแพงเสมอไป

 

"คนไทยเรามีฝีมืออยู่แล้วการจะต้มซุปไก่สักหม้อคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะเมื่อเทียบกันแล้วร่างกายคนไข้อาจจะอยากกินของที่ลูกหลานทำเองมากกว่าก็ได้"

 

สำหรับคนที่ไม่ชอบกินผัก นพ. ธีระวัฒน์ แนะนำอีกว่า อาจจะหาแนวทางอื่นเพื่อกินแทนก็ได้ เช่น การนำผักไปปั่นกินทั้งน้ำและกากใย หรืออาจนำไปป่นให้เล็กและบรรจุแคปซูลกินแทนก็ได้ ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ร่วมด้วย ไม่ใช่กินตามกระแสซื้อตามแผงข้างถนน เพราะการตรวจร่างกายครั้งต่อไปแพทย์อาจมีข่าวร้ายแจ้งให้คุณทราบก็ได้

 

สิ่งที่ธรรมชาติให้มามีความสมดุลอยู่แล้ว มีสารที่มีประโยชน์และสารต้านพิษในตัวมันเอง หากเจาะจงว่าจะต้องกินเพียงสารตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น ก็ไม่แน่ว่าจะดีต่อร่างกายของเราเสมอไปเช่นกัน และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคตามมา อาทิ โรคหัวใจ ไตวาย เป็นต้น

 

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ เราสามารถเลือกกินได้มากมายจากของที่มีอยู่ในธรรมชาติ ไม่ได้แห้งแล้งเหมือนทะเลทราย ไม่ต้องกินของเสริมสุขภาพจนเกินเลย”ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง จบบทสนทนาด้วย "ฮาวทู" ที่ใครๆ ก็ทำได้ 

 

Last Updated ( จันทร์, 05 มกราคม 2009 )
< Previous   Next >