Home arrow News arrow 5 อาทิตย์ ... พิชิตสมอง
5 อาทิตย์ ... พิชิตสมอง Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 30 ธันวาคม 2008

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :โดย สาลินีย์ ทับพิลา

"หนูดีหลบไป ซุปไก่ไม่ต้อง"

เพราะเรามีคำแนะนำดีๆ จาก ศ.ดร.การี่ สมอล ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอัลไซเมอร์ส

และเป็นผู้อำนวยการศูนย์โรคความชรา ของมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย (UCLA) เดินทางมาแนะนำ "คัมภีร์ความจำ" รับมือกับโรคสมองเสื่อมต้อนรับวันชราได้ง่ายๆ

 

“ใครก็ไม่อยากเป็นกันหรอก เจ้าโรคอัลไซเมอร์ส  แต่มันเลี่ยงยาก มีอยู่ 4 ปัจจัยหลักที่ทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ส ได้แก่ อายุ, ประวัติครอบครัว, กรรมพันธุ์ และ อุบัติเหตุที่ทำให้สมองกระทบกระเทือนหรือสลบนานเกิน 1 ชั่วโมง”

 

ผลการสำรวจสภาวะสุขภาพอนามัยของประชากรไทย ด้วยการตรวจร่างกาย โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขครั้งล่าสุดในปี 2547 พบผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีปัญหาสมองเสื่อมเฉลี่ยร้อยละ 30 หรือพบได้ 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ พบในกลุ่มผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และยิ่งพบมากเมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มผู้สูงอายุหญิงอายุ 60-69 ปี พบร้อยละ 22 ในกลุ่ม 70-79 ปีพบร้อยละ 38 และในกลุ่มที่อายุ 80 ปีขึ้นไป พบได้มากถึงร้อยละ 70

 

ขณะที่ผู้สูงอายุชายวัยเดียวกันพบร้อยละ 47 และหากประมาณการขนาดปัญหาของผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มี 7 ล้านกว่าคนในปี 2550 คาดว่าจะมีผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมตามวัยประมาณ 2.1 ล้านราย และคาดว่าจะมีผู้ที่เป็นอัลไซเมอร์สประมาณ 1 ล้านราย ถือเป็นจำนวนที่น่าตกใจ

 

ดร.สมอล นอกจากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคความชราแล้ว ยังเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีการฉายภาพสมอง และคิดค้นสารเคมีสังเคราะห์ที่จะบ่งชี้จุดเสียหายในสมองที่เกิดจากอัลไซเมอร์ส หรือสมองเสื่อมตามวัย เขาเป็นผู้หนึ่งที่เข้าร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ "ความทรงจำกับความชรา" ภายในงานไบโอเอเชีย 2008 ที่กรุงเทพ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

โรคอัลไซเมอร์ส (Alzheimer's) หรือสมองเสื่อมตามวัย (Dementia) เกิดจากปริมาณโปรตีนอะไมลอยด์และโปรตีนแทงเกิ้ลภายในสมองมีจำนวนมากกว่าปกติ และทำความเสียหายให้กับสมองส่วนที่เกี่ยวข้อง โดย ดร.สมอลใช้สารเคมีสังเคราะห์ที่พัฒนาขึ้นหรือสารเอฟดีดีเอ็นพี (FDDNP) มาตรวจหาบริเวณสมองส่วนที่เสียหาย

 

ผลที่ได้คือ สารเอฟดีดีเอ็นพีสามารถบ่งชี้จุดเสียหายในสมองได้ โดยในผู้สูงอายุทั่วไปจะพบสารเอฟดีดีเอ็นพีในปริมาณน้อย แต่หากเป็นผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ส จะพบสารนี้ในปริมาณมากที่สมองส่วนหน้า ส่วนข้างและกลีบสมองส่วนที่จำเพาะกับอัลไซเมอร์ส หากเป็นผู้สูงอายุที่สมองเสื่อมตามวัยก็จะพบสารเอฟดีดีเอ็นพีมากบริเวณสมองส่วนหน้าและขมับ ทีมวิจัยยังตรวจเนื้อเยื่อสมองผู้เสียชีวิตเพื่อยืนยันผลด้วย

 

ดร.สมอล คร่ำหวอดด้านโรคความชรามานานจนพัฒนา “คัมภีร์ความจำ” (Bible Memory) ในรูปของหนังสือ เน้นการออกกำลังกาย กำลังใจ สมองและความเครียด และได้ทำการทดสอบในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเริ่มจากการสแกนสมองก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมตามโปรแกรมของคัมภีร์ความจำ หลังจากนั้นจะสแกนสมองอีกครั้งเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง

 

“เราดูผลช่วง 2 และ 6 สัปดาห์ให้หลัง พบว่า กิจกรรมตามโปรแกรมได้ผลดีอย่างมีนัยสำคัญ และในกลุ่มที่ศึกษาในระยะยาวก็พบว่า สามารถเสริมสร้างความจำให้มีประสิทธิภาพยาวนานไปอีกถึง 5ปี” ดร.สมอล เล่าผลการทดลองโปรแกรม

 

ผู้เชี่ยวชาญโรคความชราได้แนะ “สูตร 5 อาทิตย์พิชิตสมองเสื่อม” ซึ่งเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของคัมภีร์ความจำ ที่อาศัยเทคนิคง่าย ๆ 3 ข้อ ได้แก่ จ้องมอง, จับภาพ และเชื่อมโยง (look, snap, connect)

 

จ้องมอง (look) เป็นการตั้งใจมองไปที่สิ่งนั้น ๆ อย่างมุ่งมั่น เพราะคนเรามักไม่ค่อยมีสมาธิ ทั้งยังชอบทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน จนอาจจะหลงลืมบางสิ่งที่ทำอยู่

 

จับภาพ (snap) เป็นการสร้างภาพที่เห็นในหัว เหมือนกับกล้องถ่ายรูป จากนั้นจึงเข้าสู่การเชื่อมโยง (connect) สิ่งที่เห็นให้เป็นเรื่องราวที่สามารถจดจำได้ง่าย เช่น ต้องซื้อแสตมป์และขวาน ก็อาจจะสร้างภาพเป็นบุรุษไปรษณีย์ถือขวาน ช่วยให้ไม่ลืมว่าต้องทำอะไร

 

“อย่างไรก็ดี วิธีข้างต้นจะเหมาะสมกับผู้ที่กำลังเริ่มหลงลืม และเด็กที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการจดจำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียน แต่หากเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่อาการหนักแล้ว จะไม่เห็นผลอะไร ต้องอาศัยยามาช่วย” ผู้เชี่ยวชาญโรคสมองเสื่อมวัย 51 ปีกล่าว

 

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการศูนย์โรคความชราของมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียแนะว่า การฝึกฝนการจำ รวมถึงการออกกำลังกายและใจ สามารถช่วยได้สำหรับคนที่มีสุขภาพปกติ และไม่อยากที่จะเกิดอาการหลงลืม เป็นอัลไซเมอร์ส ที่ต้องให้ความสำคัญ และอย่าลืมที่จะทานปลาบ่อย ๆ อีกด้วย

 

ดร.สมอลยังให้ความสนใจสมุนไพรไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งขมิ้นชัน ที่มีฤทธิ์ในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์สได้ และได้ทำการศึกษาวิจัยแล้ว แต่พบปัญหาคือ สารสกัดจากขมิ้นยังไหลเวียนเข้าสู่สมองได้ในปริมาณน้อย

 

 ปัจจุบัน ทีมวิจัยของผู้เชี่ยวชาญด้านโรคความชรา จากมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย อยู่ระหว่างวิจัยเพื่อสกัดขมิ้นชัน ให้อยู่ในรูปโมเลกุลที่มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม เพื่อให้สามารถซึมเข้าสู่สมองได้ง่าย หวังพัฒนาเป็นยารักษาโรคอัลไซเมอร์สต่อไป ทางมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ยังติดต่อไปยังองค์การเภสัชกรรมของไทย ในการผลิตสารสกัดขมิ้นชันที่ได้มาตรฐานเพื่อนำไปทดลองกลุ่มใหญ่

 

ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 29 ธันวาคม 2551
Last Updated ( อังคาร, 30 ธันวาคม 2008 )
< Previous   Next >