Home arrow Articles arrow อาการท้องเสียเพราะอาหารเป็นพิษ(1) (วิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน)
อาการท้องเสียเพราะอาหารเป็นพิษ(1) (วิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน) Print E-mail
User Rating: / 6
PoorBest 
Post by Administrator   
อาทิตย์, 28 ธันวาคม 2008
Image       

 

        อาการท้องเสียเพราะอาหารเป็นพิษ จะมีอาการผิดปกติต่างๆ เช่น ท้องร่วง ท้องเดิน ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ มีกลิ่นเหม็นคาว คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อหมดแรง ปวดท้อง อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ตัวเย็น ความดันโลหิตต่ำ ซึ่งอาการเหล่านี้เป็นกลไกอย่างหนึ่งของร่างกายที่เป็นการป้องกันตัวเองจากการได้รับเชื้อเข้าไป จะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ ปริมาณของเชื้อที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย และยังขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละบุคคลด้วย ถ้าได้รับปริมาณเชื้อที่ไม่มากเกินกว่าระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีอยู่

         อาการดังกล่าวสามารถที่จะหายไปได้เองในช่วงเวลาหนึ่ง โดยไม่ต้องรับประทานยา ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องอาการท้องเสีย ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะพบมากขึ้น เพราะจากการรับประทานอาหารนอกบ้าน และการซื้ออาหารสำเร็จรูป อาหารปรุงสำเร็จมารับประทานกันมากขึ้น เนื่องจากไม่มีเวลาที่จะปรุงอาหารรับประทานเอง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากอาหารเป็นพิษสูงขึ้น และผู้ประกอบการน้อยรายนักที่คำนึงถึงเรื่องความสะอาดปลอดภัยของอาหารที่ปรุง รวมทั้งการจัดการอุปกรณ์ สถานที่ และน้ำสะอาดที่ใช้ จึงเป็นสิ่งที่เพิ่มโอกาสในการปนเปื้อนของเชื้อในอาหารมากขึ้น

 

         เชื้อที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษมีอยู่มากมายหลายชนิดและหลายสายพันธุ์ แต่ชนิดที่พบได้บ่อยมีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิดใหญ่ๆ คือ 1. เชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) เชื้อนี้เป็นเชื้อที่พบได้ในเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก หรืออาหารกระป๋องที่ผ่านกระบวนการผลิตไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งเมื่อเรารับประทานอาหารนั้นเข้าไป เชื้อโรคที่ปนเปื้อนอยู่ก็จะทำให้เกิดอาการผิดปกติอย่างฉับพลัน เช่น ท้องร่วง ท้องเดิน คลื่นไส้ อยากอาเจียนแต่อาเจียนไม่ออก กล้ามเนื้ออ่อนแรง สายตาพร่ามัว กลืนอาหารและพูดลำบากจนอาจถึงขั้นเป็นอัมพาต โดยอาการจะเริ่มปรากฏภายใน 4-36 ชั่วโมง อย่างไรก็ดี พิษของเชื้อชนิดนี้สามารถถูกทำลายได้ด้วยความร้อน โดยการต้มให้เดือดหรือปรุงอาหารให้สุกอย่างทั่วถึง

 2. เชื้อวิบบริโอ พาราฮีโมไลติคัส (Vibrio Parahaemolyticus) เชื้อที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษชนิดนี้ มักจะพบการแพร่ระบาดมากในช่วงฤดูร้อน เป็นเชื้อชนิดที่มีสายพันธุ์มากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งแม้จะไม่ใช่โรคที่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้โดยตรง แต่เชื้อดังกล่าวนี้ยังสามารถทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษโดยผ่านการรับประทานอาหารที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อนอยู่ ซึ่งอาหารที่มักตรวจพบว่ามีเชื้อวิบบริโอ พาราฮีโมไลติคัสอยู่มาก ได้แก่ อาหารทะเล จำพวกกุ้ง หอย ปู ปลา โดยเฉพาะที่ปรุงแบบดิบๆ สุกๆ ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่จะรับประทานอาหารทะเลจึงควรปรุงอาหารดังกล่าวให้สุกดีก่อน เนื่องจากเชื้อชนิดนี้สามารถทนความร้อนได้สูงถึง 80 องศาเซลเซียส ลักษณะอาการของผู้ที่ได้รับเชื้อนี้จะมีอาการถ่ายเป็นน้ำ ปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ และปวดศีรษะ หรือบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นถ่ายเป็นมูกเลือด หายใจลำบาก ปวดที่กล้ามเนื้อและข้อ หนาวสั่น เมื่อนำเลือดของผู้ป่วยไปตรวจก็จะพบว่า มีเม็ดเลือดขาวในเลือดสูง ชีพจรลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนอาจถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิตได้ โดยอาการที่เริ่มแสดงออกหลังจากที่ได้รับประทานอาหารที่มีเชื้อดังกล่าวเข้าไป 7-30 ชั่วโมง

 3. เชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) เป็นเชื้อที่พบได้มากที่สุดในทุกประเทศของโลก โดยเชื้อดังกล่าวมักจะแฝงมากับเนื้อสัตว์ ไข่ ไส้กรอกที่รับประทานแบบดิบๆ หรือกึ่งดิบกึ่งสุก อาหารที่มีแมลงวันตอม ลักษณะอาการของผู้ป่วยมีทั้งไม่แสดงออกให้เห็นอย่างเด่นชัด และที่แสดงออกอย่างรุนแรง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อโรค และปัจจัยเกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของผู้ได้รับเชื้อ ซึ่งถ้าหากผู้ได้รับเชื้อเป็นเด็กเล็กๆ หรือผู้สูงอายุก็จะค่อนข้างอันตรายมาก โดยจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการท้องร่วง จับไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องเหมือนถูกบิดไส้เป็นพักๆ


กิตติวันท์ กลองพารา
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ แนวหน้า 28/12/2008

< Previous   Next >