Home arrow News arrow เยี่ยมสถานศึกษา-มสธ.-องค์กรสุขภาพนานาชาติไขความลับ! คนไทยเสื่อมสังขารเร็ว
เยี่ยมสถานศึกษา-มสธ.-องค์กรสุขภาพนานาชาติไขความลับ! คนไทยเสื่อมสังขารเร็ว Print E-mail
User Rating: / 1
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 04 พฤศจิกายน 2008

        "ไม่มีประเทศใดในโลกจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากประชากรในประเทศนั้นๆยังมีสุขภาพพลานามัยไม่ดีพอ ด้วยเหตุนี้การศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์ จึงมิใช่เพื่อประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ หากเป็นไปเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติทั้งมวล "

        พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพิธีพระราชทานรางวัลมหิดล ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พ.ศ.2540 

         จากพระราชดำรัสน้อมนำมาสู่การปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทย โดยมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(มสธ.) รับสนองใส่เกล้าฯ รณรงค์การมีสุขภาพดีอันเป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตของคนไทย ภายใต้โครงการวิจัยสุขภาพ มสธ. (Thai Health-Risk Transition : a National Cohort Study) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก Wellcome Trust แห่งสหราชอาณาจักรและ NHMRC ประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นองค์กรด้านสุขภาพระดับนานาชาติ ในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2548-2552) 


รศ.ดร.สำอางสืบสมาน หัวหน้าโครงการวิจัยสุขภาพ มสธ. กล่าวว่า ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ มีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงผ่านทางสุขภาพของคนไทย จากอดีตเป็นโรคติดต่อ ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะเสื่อมสังขารก่อนวัยอันควร เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง โรคอ้วน   

ปัจจัยที่ทำให้เสื่อมสังขารเร็วเช่น ต้นทุนชีวิตต่ำที่ทำให้เลือกบริโภคไม่ได้ หรือแม้คนมีอันจะกิน แต่มีพฤติกรรมการบริโภคไม่ถูกต้อง ขาดการออกกำลัง หรือแม้แต่ห่วงโซ่อาหาร ที่อาจมีสารปนเปื้อน หรืออาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะ รวมถึงปัจจัยภายนอก อาทิ เกิดอุบัติเหตุ ถูกทำร้ายร่างกาย และจิตใจ ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงทั้งสิ้น 

โครงการวิจัยสุขภาพได้เริ่มวิจัยหาสาเหตุความเสื่อมสังขาร มาตั้งแต่ปี 2548 ระยะแรกใช้กลุ่มประชากรนักศึกษา มสธ.กว่า 2 แสนคนทั่วประเทศ ที่ต่างมีช่วงวัย และพฤติกรรมการกินอยู่แตกต่างกัน ลักษณะงานวิจัยเป็นการเก็บข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ถาม-ตอบด้านสาธารณสุขมูลฐาน ลักษณะการดำรงชีวิต และคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับโรคประจำตัว และดัชนีความสุข มีกลุ่มตัวอย่างตอบกลับ 87,134 ราย อายุเฉลี่ย 30.5 ปี แยกเป็นชาย 46% และหญิง 54% 

เราวิเคราะห์พบว่ากลุ่มตัวอย่าง8 หมื่นกว่าราย มีปัญหาสุขภาพทั้งชายและหญิง คือภาวะไขมันในเลือดสูง ข้ออักเสบ มีประวัติเป็นไข้เลือดออก แต่ถ้าแยกกลุ่มผู้ชาย ก็พบว่าเป็นน็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคเกี่ยวกับตับ ขณะที่กลุ่มผู้หญิงพบโรคคอพอกและหอบหืด" 

ผลศึกษายังสะท้อนถึงพฤติกรรมการบริโภคที่เสี่ยงโดย 50-55% บริโภคอาหารประเภททอดไขมันสูง บ่อยถึง 3-6 ครั้งต่อสัปดาห์  รองลงมาคือน้ำอัดลม อาหาร/ขนมหวานมีกะทิ อาหารปิ้ง/ย่าง/รมควัน   

ที่น่าเป็นห่วงคือแม้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยอยู่ในตัวเมือง หรือจังหวัดใหญ่ๆ แต่พบว่า นิยมรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดแบบตะวันตก ไม่แพ้คนเมือง ลึกลงไปบางคนกินเกือบทุกวัน เพราะสะดวกรวดเร็วและง่าย อาหารที่เคยทำกินกันเองในครอบครัวมีสารอาหารครบ 5 หมู่ ก็ลดน้อยลง จึงไม่น่าแปลกใจที่คนไทย เป็นโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง และมะเร็งมากขึ้น

รศ.ดร.สำอาง ยังระบุว่า มีรายงานถึงการถูกทำร้ายร่างกายร้อยละ 0.4 สะท้อนถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตมากถึง 5 เท่า ลองคิดเล่นๆ ถ้าคนไทยในวัยทำงาน 30-40 ล้านคน ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง อนาคตประเทศไทยจะน่าเป็นห่วงแค่ไหน จึงเป็นคำถามว่าหน่วยงานต่างๆ ที่ดูแลด้านสวัสดิการ และความปลอดภัยในชีวิตควรกลับมาดูแลคนไทยให้อยู่ดีมีสุข  

ขณะนี้งานวิจัยกำลังเข้าสู่ระยะที่2 ซึ่งหวังผลเชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 8 หมื่นราย ที่วันนี้กลายเป็นสมาชิกของโครงการวิจัยสุขภาพ จะร่วมกันดูแลตนเองเพื่อลดอุบัติการณ์ของโรคเสื่อมสังขารก่อนวัยอันควร และจะเป็นกลุ่มตัวอย่างคนไทยที่มีสุขภาพดีห่างไกลโรคที่ใช้บริบทของไทยเป็นตัวศึกษาวิจัย สิ่งสำคัญจะนำผลที่ได้ไปเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดนโยบายหน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย เพื่อป้องกันและส่งเสริมสุขภาพคนไทยในอนาคต 

อนึ่ง การวิจัยแบบโคฮอร์ท(Cohort Study) เป็นการศึกษาวิจัยโดยติดตามกลุ่มสมาชิกใช้เวลานาน ดังอย่างตัวของเมืองแฟรมิงแฮม รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มทำงานวิจัยด้านสุขภาพของชาวเมือง มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2491 และยังคงศึกษาต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการศึกษาสาเหตุและการป้องกันโรคหัวใจของชาวเมืองแฟรมิงแฮม จนค้นพบปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน และนับเป็นการปฏิวัติวงการแพทย์ในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บด้วยตนเอง  โครงการวิจัยสุภาพมสธ.จึงเป็นครั้งแรกของเมืองไทย มีสมาชิก -487,134 คน ที่เห็นความสำคัญของการสร้างองค์ความรู้ด้านสุขภาพซึ่งจะทำให้เราเข้าใจถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อการเกิดโรค และการป้องกันตามบริบทและวิถีชีวิตแบบไทย ขณะนี้สมาชิกโครงการได้ให้ความร่วมมือตอบแบบสอบถามกลับมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่สำคัญอย่างหนึ่ง


กระนั้นเพื่อให้โครงการวิจัยดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มสธ.จึงใคร่ขอความกรุณาสมาชิก ช่วยส่งแบบสอบถามกลับมายังโครงการ สำหรับผู้สนใจหาความรู้เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.stoucohort.com 

 

ที่มา  คมชัดลึก วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Last Updated ( พฤหัสบดี, 06 พฤศจิกายน 2008 )
< Previous   Next >